เรามีต้นทุนชีวิต หรือแค่มองไม่เห็นมัน?
มหาวิทยาลัยใน United States มีกิจกรรมหนึ่งชื่อ Privilege Walk ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมพอสมควร
กฎของมันคือเขาจะให้นักศึกษามายืนเรียงหน้ากระดานกัน แล้วค่อย ๆ พูดถึงสิ่งต่าง ๆ โดยให้นักศึกษาก้าวตามคำสั่ง
เช่น
ถ้าพ่อแม่จ่ายค่าเรียนให้ ให้เดินมาข้างหน้า 3 ก้าว
ถ้าพ่อแม่หย่ากัน ให้ก้าวถอยหลัง 1 ก้าว
ถ้าเราเคยถูกเหยียดเพศ/สีผิว ให้ถอยหลัง 1 ก้าว
พอเกมจบ นักศึกษาจะเห็นว่าตัวเองอยู่ในจุดไหนของสังคม
ความได้เปรียบทางการเงิน
ครอบครัว
เพศ/สีผิว
มันสะท้อนให้เห็นถึงความได้เปรียบ/เสียเปรียบเมื่อเราต้องเทียบกับคนอื่น...ถ้าเทียบจาก ‘ค่านิยม’
ที่ผมสนใจเกี่ยวกับกิจกรรมนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับมันเสียทีเดียว
แต่ออกจะเป็นเพราะไม่เห็นด้วยมากกว่า
ไม่ใช่เพราะมันไม่มีประโยชน์ แต่เพราะมันกำลังทำให้เรามองชีวิตจากมุมเดียว ทั้ง ๆ ที่มันเป็นแค่หนึ่งในหลาย ๆ มุม
ลองคิดตามว่า
คนที่มีต้นทุนชีวิตดีหลายคนมีจุดจบไม่ดี เพราะเขามองไม่เห็นปัญหาอะไรเลยจนกว่ามันจะเกิดขึ้น
ทัศนคติแบบนั้นมันคือ ‘ผล’ ของต้นทุนที่เราเรียก ๆ กันว่าดี
กลับกัน คนที่มีฐานะพอมีพอกินหลายคนก็แบกสิ่งที่ตัวเองสร้างมากับมือเอาไว้แสดงเป็นความภูมิใจ
หลายคนก็ขยันได้แค่เพราะต้องทำ
ไม่งั้นจะไม่มีกิน
ทัศนคติแบบนั้นมันคือ ‘ผล’ ของต้นทุนที่เราเรียก ๆ กันว่าไม่ดี
เช่นเดียวกัน ถ้าคนที่มีสีผิวหรือเพศที่ไม่ใช่ชายหรือหญิงไม่เคยถูกเหยียด เขาก็คงไม่ออกมาปกป้องและรักตัวเองอย่างที่เป็นแบบทุกวันนี้
เขาอาจไม่เคยมองมันเป็นปัญหา และไม่เคยต้องออกมาแก้หรือแสดงออกตั้งแต่ต้น
ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะจะมาแก้ต่าง
และไม่ได้จะบอกว่าคนที่ด้อยโอกาสตามฐานของค่านิยม เป็นคนที่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น
ที่จะบอกคือ อยากให้ลองจินตนาการว่าชีวิตของคุณเปรียบเหมือนไพ่ที่ถูกสุ่มแจกให้ตอนเล่น Slave ก็ได้
ไม่ใช่ทุกเกมที่คนไพ่ดีที่สุดจะชนะ
หลายครั้ง คนที่มีไพ่น้อยซ้ำกันหลาย ๆ ใบก็พลิกกลับมาชนะได้
และเป้าหมายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
บางคนขอแค่ไม่ได้ที่โหล่ ก็มีความสุขได้และถือว่าชนะแล้ว
เพราะคนที่ได้ King ต้องอาศัยอยู่กับความรู้สึกเสี่ยงที่จะเสียที่ 1 ไปเสมอ ๆ
คนที่มีฐานะดีหรือมีความรู้มากหลายคนไม่ยอมไปจับมือทำอะไรเอง ไม่ยอมลองสิ่งต่าง ๆ
เพราะมัวแต่กลัว และมีเหตุผลดี ๆ เสมอว่าทำไมไม่ควรทำอะไร
จะเทียบก็เหมือน King ก็ได้
คนที่โดนเหยียดหรือมีพื้นเพแย่ บางทีเขาก็ทุ่มหมดตัวได้ เพราะเขารู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสีย บ้างก็กล้าทำเพราะรู้น้อยก็มี
เปรียบเหมือน Slave นั่นแหละ
ในบริบทของบริษัทใหญ่ ๆ
ที่เขาปรับระบบให้ทันสมัยไม่ได้ ส่วนมากเป็นเพราะเขาไม่ได้เริ่มจาก 0
ระบบเก่าที่ใช้อยู่แล้ว และผู้คนที่ดูแลระบบนั้นต่างหากที่ทำให้การย้ายมันลำบากนัก
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนเริ่มจาก 0 ได้เปรียบ
แต่คนเริ่มจาก 0 มีความคล่องตัว มีความสามารถ แต่ไม่มีฐานลูกค้า ไม่มีคนเชื่อ ก็มีถมไป
ในมุมหนึ่ง มันก็แค่เกมเกมหนึ่งที่บางทีเราไม่เห็นไพ่บนมือตัวเอง
แต่จะเห็นหรือไม่ เรามีให้เลือกแค่ว่าจะเล่น หรือยกธงขาว
และทางเดินก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงที่ประกอบไปด้วย ‘ดี’ กับ ‘ไม่ดี’ ให้เราก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลัง
แต่มันมีหลายทิศทาง
และเราเป็นคนเลือกว่าจะไปทางไหน
อยากไปไกลขนาดไหน
จะเล่นเกมนี้
หรือจะยอมแพ้ตั้งแต่เริ่ม
คนที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ว่ามีมือแบบไหน มันก็คือต้นทุนที่อาจเอาไปใช้ได้
แค่เพราะเราอาจไม่มองมันเป็นต้นทุนตั้งแต่แรก
เพราะเรามัวแต่หมกมุ่นกับคนที่ถือไพ่เหนือกว่าเราอยู่
จนเราไม่เห็นว่าเรามีไพ่น้อย ๆ เยอะพอที่จะรวมกันเป็น ‘ตอง’ และเอาไปสู้กับคนอื่น
ลองหันไปดูรอบ ๆ ตัวครับ
บางอย่างที่คุณมีอาจเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากสำหรับใครสักคนและอาจแก้ปัญหาของเขาได้ก็ได้
แค่มันอาจอยู่ใกล้คุณเกินไป
มันเลยยากที่คุณจะเห็นค่าของมัน
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ