สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

มีอะไรอยากบอกถึงเพื่อนที่เป็นพนักงานเงินเดือนไหม

(มีเพื่อนรีเควสต์มาล่ะ จะลองเขียนดูนะ 555)

ผมจำไม่ได้จริง ๆ ว่าเคยได้ยินเรื่องราวนี้มาจากที่ไหน ถ้ามีใครอ่านแล้วรู้ มาบอกหน่อยนะครับ
เรื่องมันมีอยู่ว่า มีเด็กคนหนึ่งถามพ่อของเขาว่า
“ผมจะรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนไหนดีที่สุด ถ้าผมอยากเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิต”
พ่อของเขาจึงชี้ไปที่ทุ่งดอกไม้ และบอกให้ไปเลือกดอกไม้ที่คิดว่าสวยที่สุด
โดยมีข้อแม้ว่า ให้เดินไปข้างหน้าและห้ามหันหลังกลับ
ทุกครั้งที่จะเลือกดอกไม้ดอกใหม่ ต้องทิ้งดอกเก่าที่ถืออยู่ก่อน
ลูกยิ้มตอบตกลงและลองทำตามดู
พอเล่นเกมนี้จบ ลูกก็ได้แต่ทำหน้าหงอย ๆ แล้วบอกกับพ่อว่า
“ผมไม่คิดว่าผมได้ดอกไม้ที่สวยที่สุดมา”

มันเกี่ยวกับพนักงานเงินเดือนยังไง?
ผมอยากให้คุณลองคิดว่า ดอกไม้คืออะไรก็ตามที่ติดมือคุณอยู่
ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพนักงานเงินเดือน
เพื่อนฝูง
ครอบครัว
งานอดิเรก
การออกกำลังกาย
ความฝันของเรา
หรือความคาดหวังของคนรอบตัว
กฎที่บอกว่าต้องเดินไปข้างหน้าและห้ามหันหลังกลับ คือกฎของเวลา
ส่วนจุดสิ้นสุดของทุ่งดอกไม้คือความตาย
ถ้าพูดแบบนี้ คุณน่าจะเห็นภาพชัดมากขึ้น
หลายคนที่เป็นพนักงานเงินเดือนที่ผมรู้จักก็มีความสุขดี แต่คนที่เป็นทุกข์ก็มี
ดังนั้น การเป็นพนักงานเงินเดือนไม่ใช่ปัญหา
มันคือ ‘หนึ่งในคำตอบ’ เสียมากกว่า
บางคนพอใจที่จะให้มันเป็นคำตอบของชีวิต
บางคนยังไม่พอ เขาก็หาต่อไป เพราะความพอของแต่ละคนไม่เท่ากัน
บางคนจะหาไปตลอดชีวิต เพราะไม่รู้จักพอ

ทีนี้ผมจะบอกข้อเท็จจริงบางอย่างของเกมนี้ที่ผมคิดว่าคุณพ่อในเรื่องไม่ได้พูด
ผมตีความเอาเองนะ
(มั่ว 5555+)
อย่างแรกคือ ธรรมชาติของสมองเราเกลียดความว่างเปล่าและความไม่แน่นอนมาก ๆ
ถึงแม้เราจะไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนั้นก็ตาม
บางทีเราไถโทรศัพท์อยู่ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
หรือพอทุกอย่างเงียบปุ๊บ เราก็คิดทันทีว่าควรเปิดเพลงปั๊บ
เพราะงั้น ทุกครั้งที่คุณจะวางดอกไม้ในมือลงเพื่อเด็ดดอกใหม่ คุณจะคิดแล้วคิดอีก
คนบางคนบ่นเรื่องการเป็นพนักงานเงินเดือน แต่ลึก ๆ แล้วกลับกลัวชีวิตที่ไม่ได้เป็นพนักงานเงินเดือนมากกว่า
การไปเป็นฟรีแลนซ์หรือทำธุรกิจเองเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคย ไม่แน่นอน และมีความเสี่ยง
บางคนก็กลัวว่าจะหางานใหม่ไม่ได้
ถ้าพลาดจนทุนหมดแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ ความรู้สึกว่างเปล่าที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ อาจน่ากลัวกว่าการบ่นเรื่องการเป็นพนักงานประจำต่อไป
ชีวิตคู่ก็เช่นกัน
เคยเจอเพื่อนที่บ่นแฟนตัวเองทุกครั้งที่ได้คุยกันไหมครับ?
ถ้าเขาบอกว่าจะเลิก แต่ก็ไม่เลิกเสียที คุณคิดว่าเขากลัวอะไรมากกว่ากัน?
ชีวิตแย่ ๆ กับแฟนคนเดิม
หรือชีวิตที่ไม่มีใคร?
บางครั้งพอเราอยู่กับใครนาน ๆ ต่อให้เกลียดเขายังไง เราก็ชินกับมันจนกลายเป็น Comfort Zone ไปแล้ว
เพราะงั้น สมองจึงอาจเลือก Comfort Zone ที่มันเกลียด ดีกว่าต้องไปเจอกับความว่างเปล่าและความไม่แน่นอน

และถ้าคุณคิดว่ามันเลวร้ายแล้ว ลองฟังนี่ดู
คุณรู้ใช่ไหมว่าเราฝึกน้องหมาหรือน้องแมวให้มาเอาอาหารเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งได้
พวกเราทุกวันนี้ก็กำลังถูกฝึกด้วย TikTok และ Social Media ให้ไม่ต้อง ‘รอ’ ก็มีความสุขได้
เราเห็นคลิป
ไม่สนใจภายใน 2–3 วินาที
ปัดทิ้ง
เท่ากับกำลังบอกสมองว่า
“ถ้าสิ่งนี้ให้ความสุขได้ช้า ก็ข้ามไปได้เลย”
สมองชอบสิ่งนี้มากครับ
มันถึงพาเรากลับไปหามันเสมอ ๆ ตอนที่เราเผลอ
และมันก็ยิ่งฝึกให้สมองของเราอยู่กับความว่างเปล่าไม่เป็นขึ้นไปอีก
อะไรที่มันเห็นว่าไม่แน่ใจว่าคืออะไร ไม่แน่ใจว่าจะให้ความสุขเราได้ไหม เราดีดมันออกจากชีวิตใน 2-3 วิ
จากเดิมที่เราเคยอ่านบทความยาว ๆ และได้รับความสุขตอนจบ เราก็เริ่มทำไม่ได้แล้ว เพราะการอ่านหนังสือไม่มีปุ่ม Skip ไปยังจุดที่ตื่นเต้น
จากเดิมที่เด็กๆเลือกจะเล่นซ่อนหาและยินดีที่จะรอเพื่อนหันหน้าเข้ากำแพงแล้วนับถอยหลัง
ทุกวันนี้พวกเขาไม่ต้องรออีกแล้ว
เขาแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

อ้าว เราได้ความสุขมากขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลงก็ดีแล้ว
มันมีปัญหายังไง?
ตอนนี้ผมคิดได้สองอย่าง
หนึ่ง
ทุกอย่างที่ดีจริง ๆ ใช้เวลาในการสร้างครับ
ความสำเร็จชั่วข้ามคืน ส่วนมากไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนทั้งนั้น
มันคือการสั่งสมจากช่วงเวลาที่ไม่ได้มีความสุขหรือตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น
อะไรที่มอบความรวยให้ได้เร็ว ก็มอบความจนให้ได้เร็วเหมือนกัน
สิ่งที่มีรากฐาน มาจากการค่อย ๆ เติบโตจนสูงใหญ่ มักแข็งแรงและล้มลงได้ยากกว่าเสมอ

การที่เราทนกับช่วงเวลาที่ไม่ตื่นเต้นหรือเงียบสงบไม่ได้ ทำให้เราไม่สามารถฟูมฟักและสร้างสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ในชีวิตได้
จากตัวอย่างเรื่องชีวิตคู่
ส่วนหนึ่งที่เพื่อนไม่ไปมีแฟนใหม่อาจเป็นเพราะกว่าความสัมพันธ์ใหม่จะผลิดอกออกผลมันต้องใช้ทั้งแรงและเวลา
และถึงกระนั้นก็ไม่แน่นอนว่าจะได้สิ่งที่ต้องการกลับมาหรือเปล่า
มันจึงน่ากังวลกว่าการ ‘ทน’ อยู่กับแฟนคนปัจจุบัน
งานก็เช่นกัน เราเจอปัญหาแล้วเราปัดมันทิ้งแบบ feed ไม่ได้ สมองเราที่ปัด feed ทั้งวันจนชินจึงหงุดหงิดง่ายทันทีที่เจอปัญหาที่อดทนกับมันไปก่อน
ซ้ำร้าย ความหงุดหงิดนี้จะทำให้คุณตัดสินใจได้แย่ลงด้วย
สอง
ธรรมชาติของสมองอีกอย่างคือมันไม่เคยพอ
พอมันได้อะไรมาก็ตาม มันจะเริ่มกลัวที่จะสูญเสียความสุขนั้นไป
และไม่นานหลังจากนั้น มันก็จะอยากได้ความสุขที่มากกว่านี้ขึ้นไปอีก
เพื่อนบางคนอาจได้แฟนที่ชอบมาตามที่เคยหวังแล้ว แต่ก็ยังหันมาถามคุณเสมอว่า
“มึงว่ากูหาดีกว่านี้ได้ไหมวะ?”
เพราะลึก ๆ แล้ว สมองของเขาเริ่มเบื่อไอ้คนปัจจุบันแล้ว

ผมจะปิดท้ายด้วยเนื้อเรื่องในเกมหนึ่งที่ผมเล่นแล้วกัน
ใช่ครับ ผมติดเกม
55555+
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีเด็กสาวคนหนึ่งใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนการ์ตูน
เธอเป็นคนที่มีจินตนาการมาก และเธอก็มีเพื่อนในจินตนาการด้วยนะ
เป็นหมูป่าตัวเท่าบ้านเลย
พอเธอโตขึ้น เธอก็ได้เป็นนักเขียนการ์ตูนจริง ๆ
แต่วุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นทำให้เธอกับเจ้าหมูป่าหากันไม่เจออีกต่อไป
ภารกิจของผมในเกมคือพาหมูป่ากลับไปเจอกับเธอ
(หมูป่าแม่งหลงป่าอยู่ พูดจาก็ไม่รู้เรื่อง 555555555555+)

สิ่งที่ผมชอบมากคือตอนจบ
หมูป่างงว่าสาวนักเขียนการ์ตูนร้องไห้ทำไม ทั้ง ๆ ที่เธอก็ได้ทำตามความฝันแล้วนี่นา
ในตอนนั้น นักเขียนสาวกำลังถูกเจ้านายกดดันอย่างหนัก
เธอทำงานหามรุ่งหามค่ำ และเครียดจนแทบเสียสติ
หมูป่าเลยถามเธอว่า
“แต่เธอมีเงินพอจะซื้อกุ้งเทมปุระกินทุกวัน สมใจอยากอย่างที่เคยฝันไว้แล้วหรือเปล่า?”
ผู้หญิงทำหน้างงกลับไป
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเด็ก ๆ เธอชอบกินกุ้งเทมปุระ แต่ไม่มีเงินซื้อกิน
นักเขียนสาวจึงบอกหมูป่าว่า
ใช่ ตอนนี้เธอทำได้แล้วนะ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือหมูป่ากระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข และมันบอกกับสาวนักเขียนว่า
“ถ้างั้นเธอจะร้องไห้อยู่ทำไม ฉันว่าเธอก็โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมแล้วนะ!”
คติสอนใจที่ผมได้จากเรื่องนี้คือ
คุณอาจมีดอกไม้ที่สวยอยู่ในมือแล้วก็ได้
แค่คุณอาจมัวแต่มองหาดอกไม้ที่สวยที่สุด จนไม่เคยก้มมองดอกไม้ที่อยู่ในมืออีกเลยตั้งแต่คว้ามันมา
หรือไม่ คุณอาจเปลี่ยนไปมากจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นคนที่ยิ้มและหัวเราะได้ง่ายขนาดไหน

สุดท้าย ผมไม่คิดว่าการเป็นพนักงานประจำมันผิดนะ
คุณอยากถือดอกไม้แบบไหนไว้ในมือ?
คุณอยากเสี่ยงไหมที่จะต้องวางดอกไม้ดอกปัจจุบันลง?
คุณทนได้ไหมที่จะต้องมือว่างไปสักพัก จนกว่าจะเจอดอกไม้ดอกใหม่?
หรืออาจจะไม่เจอไปจนตายก็เป็นไปได้
แล้วแต่จริง ๆ ครับ
ชีวิตเป็นของคุณ
เรามีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่ต่างกัน
คุณต้องเลือกให้ตัวเองครับ
เคยคิดไหมว่า เรามักมีเหตุผลดี ๆ เสมอว่า
อยากพัฒนา
อยากไปได้ไกลกว่านี้
อยากโตกว่านี้
อยากให้คนนู้นเปลี่ยนแบบนู้นแบบนี้
อยากให้เขาพัฒนาไปพร้อมกับเรา
จริง ๆ แล้ว มันอาจเป็นเพียงสมองของเราที่อยากมีความสุขมากกว่านี้ก็ได้
และต่อให้เราไปถึงตรงนั้น วันหนึ่งมันก็จะเบื่อ แล้วก็อยากให้เรามีความสุขมากขึ้นไปอีกอยู่ดีหรือเปล่า?
และอย่าลืมนะครับว่า ดอกไม้ในมือคุณก็มีวันหมดอายุเหมือนกัน
หลายครั้ง ขณะที่เราเดินหาดอกไม้ดอกถัดไป กลีบของดอกไม้ที่เราถืออยู่ก็ค่อย ๆ หลุดร่วง และสวนทางกับเราไปตามกาลเวลา
เหมือนที่เพื่อนบางคนมารู้ทีหลังว่าสุขภาพสำคัญแค่ไหน ในตอนที่ทุกอย่างกู่ไม่กลับแล้ว
เหมือนกับที่คนบางคนเพิ่งเลิกซ่าหลังเมาแล้วปีนรั้วตกลงมาหัวแตก
และเหมือนที่พ่อแม่ของเพื่อนบางคนไม่ได้มาร่วมงานรับปริญญาของเขา
และวันหนึ่งก็จะถึงตาของเรา
ทั้งเรา
ดอกไม้ที่เราถือ
และทุ่งดอกไม้ที่เราเดินผ่าน
ทุกอย่างจะเดินทางไปถึงจุดสิ้นสุด
วันหนึ่งอาจเหลือเพียงความว่างเปล่าที่มีแต่สีดำและแดงฉาน
วันหนึ่ง ทุกสิ่งเหล่านี้อาจไม่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของใครที่ยังมีชีวิตอยู่เลย
หรือไม่ก็ถูกผู้คนบิดเบือนไป จนไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว
เพราะงั้น บางทีทั้งการเป็นพนักงานประจำและการเป็นเจ้าของกิจการ อาจไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้
ชีวิตอาจเป็นเพียงเกมๆหนึ่งที่เรามีโอกาสได้เล่นครั้งเดียว
ลองเลือกดูครับว่าคุณอยากเล่นมันยังไง
(และอยากกินกุ้งเทมปุระทุกวันหรือเปล่า 5555+)
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ