สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

“รับช่วงต่อกิจการที่บ้าน”

พอลองฟังดีๆ ผมสงสัยว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่กับคนเป็นลูกกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกันจริงหรือเปล่า

สมัยเป็นเซลส์ ผมออกไปหาลูกค้า
ได้คุยกับเจ้าของร้านยางหลายๆคน
และทุกวันนี้ ผมได้คุยกับเพื่อนที่มีความคิดจะกลับไปทำธุรกิจที่บ้านหลายคนเช่นกัน

นั่นทำให้ผมเห็นรอยแยกบางอย่าง
ผมเริ่มสงสัยว่าคำว่า ‘รับช่วงต่อ’ ของคนเป็นพ่อกับลูก
ในหลายบ้าน อาจกำลังหมายถึงคนละเรื่อง

เวลาคุยกับเพื่อน
เพื่อนหลายคนมักจะบ่นถึงพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวว่าไปทำกับที่บ้านแล้วขออะไรก็ไม่เคยได้เลย

ส่วนเวลาคุยกับคนเป็นพ่อ
พ่อหลายคนจะแสดงท่าทีกลุ้มใจทันทีที่ลูกทำไม่ได้ตามที่ตัวเองคาดหวัง

พอได้คุยกับเพื่อน ลงละเอียดขึ้น
ผมเริ่มเข้าใจว่าคำว่าการ ‘รับช่วงต่อ’ มันเป็นแค่คำที่อาจจะหลวมๆ
มันบ่งถึงสิ่งที่จะทำ
แต่ไม่ได้บอกถึงเจตนากับข้อตกลง
หรือก็คือผมคิดว่า
ลูกกับพ่อแม่กำลังตั้งคนละความคาดหวังครับ

ตอนผมมาทำธุรกิจที่บ้านใหม่ๆ ผมอยากทำเงินเยอะๆ มีเวลาไปนั่งเกม
Classic และเรียบง่าย55555+
แต่พอไม่ได้เอาความคาดหวังเหล่านี้มาบอกเล่า
เอามาขีดเส้นให้จับต้องได้
และไม่สื่อสาร

สิ่งที่เกิดขึ้นพอเราทำได้ดีขึ้น
งานเยอะขึ้นแต่เงินไม่เยอะขึ้น
สิ่งตอบแทนที่เราคิดว่าจะตามมามันไม่ตามมาด้วย

จากนั้นมาผมสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่เรื่องผลประโยชน์ด้วย
ขีดเส้นให้ตัวเองมากขึ้นว่าจะเอาอะไร ไม่เอาอะไร
ถ้าไม่ได้ตามที่ต้องการ จะโต้ตอบยังไง

และพอทำไปอย่างงั้น ทำให้ผมเห็นที่อีกฟากของรอยต่อเหมือนกัน
บางครั้งพ่อแม่ก็ตอบตกลงเอาง่ายๆ แค่เพราะเราขอ
และบางครั้ง พ่อแม่ก็ส่ายหัวและอธิบายเหตุผลของเขา

เหตุผลดังกล่าว ผมอาจจะเห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง
แต่ที่สำคัญคือผมคิดว่าการที่เราคิดไปเองว่าซักวันหนึ่งเราจะได้อะไรเป็นอะไรที่อันตรายมาก
ถ้าเราไม่ขีดเส้นว่าซักวันหนึ่งนั้นคือวันไหน
ซักวันหนึ่งอาจจะไม่มีวันมาถึง

ถ้าวันนี้คุณกำลังทำธุรกิจครอบครัวอยู่
มีอะไรบ้างที่คุณ “คิดว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว”
ทั้งที่จริงๆ ไม่เคยคุยกันเลย

ปัญหาบางบ้านอาจไม่ได้อยู่ที่ใครอยากรับช่วงต่อหรือไม่อยากรับ
แต่อยู่ที่ไม่มีใครเคยพูดให้ชัดเลยว่า "ถ้ารับแล้วแต่ละฝ่ายคาดหวังอะไร"
และถ้ารับไม่ได้ แต่ละคน "จะเอาไงต่อ?"

ถ้าเราไม่พูดความคาดหวังให้ชัด เราอาจใช้ชีวิตอยู่กับข้อตกลงที่ไม่เคยมีอยู่จริง

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ