หยุดพนันว่ารัฐบาลจะช่วยคุณก่อนหรือน้ำท่วมจะฆ่าคุณก่อน
(และนี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าคุณทำได้)
เวลาผมเชิญบริษัทข้างนอกมาเสนอแนวทางพัฒนา
เสนอขายเครื่องมือ
หรือเทคโนโลยีต่างๆ ให้กับบริษัทผม
เกือบทุกบริษัทจะเปิดวีดีโอโรงงานล้ำสมัยให้ผมดู ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ผลิตอะไร
เอารถยกที่ใหญ่เกินกว่าจะตีวงเลี้ยวให้พ้นกองยางมาให้ดู
เอาหุ่นยนต์ที่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องวิ่งตามเส้นมานำเสนอ
คือผมไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้
เท่ากับเรื่องที่ว่ามันลดค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่
คืนทุนกี่ปี
และบริษัทผมมีเงินสดหรือกำลังพอจะสนใจเรื่องพวกนี้หรือเปล่าในตอนนี้
พอผมมองไปที่ปัญหาน้ำท่วม
ผมคิดว่าผมเห็นรูปแบบคล้ายๆ กัน
ปัญหาน้ำท่วมที่กระทบคนหรือครัวเรือนแต่ละบ้าน
อาจมีวิธีแก้หรือเตรียมรับมือได้ โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลใช้เงินช่วยเพียงอย่างเดียว
#มาลองเข้าใจปัญหานี้กัน
น้ำท่วมมีค่าใช้จ่ายรายปีที่เราไม่รู้ตัว
ลองคิดง่ายๆ แบบนี้
ถ้าบ้านเราท่วมทุก 3 ปี แต่ละครั้งเสียหายประมาณ 6 หมื่น
ทั้งของพัง ค่าช่าง ค่าทำความสะอาด วันที่ต้องหยุดงาน
เท่ากับเราจ่าย "ค่าน้ำท่วม" อยู่แล้วปีละ 2 หมื่น
แค่ไม่ได้จ่ายเป็นรายเดือน
แต่จ่ายทีเดียวตอนน้ำมา
พอคิดแบบนี้ คำถามจะเปลี่ยนไปทันที
จาก "จะกันน้ำยังไงดี"
เป็น "ถ้าจ่ายเท่านี้ จะลดค่าน้ำท่วมรายปีได้เท่าไหร่ และคืนทุนกี่ปี"
ถ้าจ่าย 4 หมื่นแล้วลดความเสียหายได้ครึ่งหนึ่ง ประมาณ 4 ปีก็คืนทุน
แต่ถ้าจ่ายเป็นล้านเพื่อยกบ้าน อาจต้องรอหลายสิบปีกว่าจะคุ้ม
เหมือนเวลาคนมาขายหุ่นยนต์ให้ผมเลย
ของดีแค่ไหนไม่สำคัญเท่ากับว่ามันคุ้มกับปัญหาของเราหรือเปล่า
ก่อนจ่าย ลองตอบ 4 คำถามนี้
น้ำลึกแค่ไหน: ตาตุ่ม เข่า หรือเอว
น้ำขังนานแค่ไหน: ไม่กี่ชั่วโมง หรือเป็นสัปดาห์
ท่วมบ่อยแค่ไหน: ทุกปี หรือสิบปีครั้ง
ชั้นล่างมีอะไร: เก้าอี้พลาสติกกับพื้นกระเบื้อง หรือโซฟา ตู้ไม้ และรถ
แต่ละบ้านคำตอบไม่เหมือนกัน
ทางแก้ก็ไม่ควรเหมือนกัน
บางบ้านไม่ต้องกันน้ำ แค่ทำให้บ้านไม่กลัวน้ำ
ลองนึกถึงห้องน้ำที่บ้าน
โดนน้ำทุกวัน แต่ไม่เคยพังเพราะพื้นเป็นกระเบื้อง
ปลั๊กอยู่สูง ไม่มีของที่เปื่อยหรือบวมน้ำได้
ต่างประเทศแบ่งวิธีรับมือเป็นสองแบบ
แบบแรกคือกันไม่ให้น้ำเข้า
แบบที่สองคือยอมให้น้ำเข้า แต่ทำให้ล้างง่าย
แบบแรกได้ผลเฉพาะตอนน้ำตื้น ไม่เกินหัวเข่า
ถ้าลึกกว่านั้น แรงดันน้ำอาจดันผนังร้าวหรือพื้นแตก
เสียหายกว่าปล่อยให้เข้าเสียอีก
ส่วนแบบที่สอง คนไทยสมัยก่อนทำเป็นอยู่แล้ว
ก็คือบ้านใต้ถุนสูง
น้ำผ่านใต้บ้านไป คนอยู่ข้างบนสบายๆ
บ้านสมัยใหม่ต่างหากที่ลืมเรื่องนี้ไป
#แล้วบ้านเราอยู่ระดับไหน
ระดับ 0: แทบไม่เสียเงิน (ไม่เกิน 5,000 บาท)
สิ่งที่จะป้องกันได้: รู้ตัวก่อนน้ำมา ของสำคัญรอด และรู้ว่าบ้านเราต้องลงทุนแค่ไหน
ลักษณะของปัญหาที่พบก่อนควรพิจารณาลงทุน:
ฝนตกหนักตอนกลางคืน
ตื่นเช้ามาเห็นน้ำปริ่มธรณีประตู
สองสามชั่วโมงก็ลด ตักออก ถูพื้น จบ
ถ้าบ้านเราเป็นแบบนี้ ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก
ลอกท่อหน้าบ้านก่อนหน้าฝน
โหลดแอปเตือนน้ำท่วมไว้
เตรียมชั้นวางสูงๆ ไว้ยกของ
และขีดระดับน้ำบนผนังทุกครั้งที่ท่วม
ทำไม่กี่ครั้ง เราจะรู้เองว่าบ้านเราควรลงทุนแค่ไหน
ระดับ 1: หลักพันถึงหลักหมื่น (ประมาณ 5,000–50,000 บาท)
สิ่งที่จะป้องกันได้: น้ำเน่าไม่ผุดจากท่อ ไม่ต้องตัดไฟทั้งบ้าน และไม่ต้องยืนตักถังทั้งวัน
ลักษณะของปัญหาที่พบก่อนควรพิจารณาลงทุน:
น้ำหน้าบ้านยังไม่ทันท่วมถนน
แต่น้ำเน่าผุดขึ้นมาจากท่อในห้องน้ำ
กลิ่นเหม็นทั้งบ้าน
หลายบ้านแถวกรุงเทพฯ น้ำเข้าทางท่อมากกว่าทางประตู
ทางแก้คือเช็ควาล์ว หรือวาล์วกันน้ำย้อน
เหมือนประตูทางเดียว น้ำไหลออกได้ แต่ไหลกลับเข้าไม่ได้
อีกอย่างคือย้ายปลั๊กและเบรกเกอร์ขึ้นสูงระดับเอวถึงอก
น้ำมาก็ไม่ต้องตัดไฟทั้งบ้าน
แผ่นกั้นน้ำแบบถอดได้ น้ำมาเสียบ น้ำไปถอด
กับปั๊มจุ่มสักตัว แทนการยืนตักถังทั้งวัน
ระดับ 2: หลักแสน (ประมาณ 50,000–500,000 บาท ขึ้นกับขนาดชั้นล่าง)
สิ่งที่จะป้องกันได้: น้ำลดแล้วล้างจบในวันเดียว ไม่ต้องจ้างช่างซ่อมทุกรอบ
ลักษณะของปัญหาที่พบก่อนควรพิจารณาลงทุน:
น้ำท่วมทีไร ตู้ไม้บวม พื้นปาร์เก้โก่ง ผนังขึ้นรา
จ้างช่างซ่อมเป็นเดือน
รอบหน้าก็ซ่อมอีก
บ้านแบบนี้ ลองทำชั้นล่างให้เป็นเหมือนห้องน้ำ
พื้นกระเบื้อง ผนังฉาบปูนกันน้ำ
ตู้ครัวแบบมีขา
ปั๊มน้ำกับคอมแอร์ยกขึ้นแท่น
ภาพหลังทำคือ น้ำลดตอนเช้า
ตอนเย็นล้างเสร็จ
วันรุ่งขึ้นใช้บ้านได้ตามปกติ
ระดับ 3: หลักล้านขึ้นไป
สิ่งที่จะป้องกันได้: น้ำไม่เข้ามาถึงชีวิตประจำวันอีก
ลักษณะของปัญหาที่พบก่อนควรพิจารณาลงทุน:
น้ำท่วมถึงเอวทุกปี ขังเป็นสัปดาห์
ต้องพายเรือออกจากซอย
แบบนี้ถึงจะเริ่มคุ้มที่จะคิดเรื่องถมที่ ยกบ้าน หรือย้ายไปที่สูง
ถ้าไม่ได้หนักขนาดนี้ ระดับ 1 กับ 2 คุ้มกว่ามาก
ถ้าบ้านเราอยู่ระดับ 2 หรือ 3 แต่งบยังไม่ถึง
ไม่ต้องรอให้มีเงินก้อน
ทำระดับ 0 กับ 1 ไปก่อน
แค่นี้ก็ตัดความเสียหายไปได้เยอะแล้ว
ที่เหลือค่อยๆ ทำตอนรีโนเวท หรือตอนมีเงิน
แล้วก็เสริมนิดนึงครับ
ประกันน้ำท่วมถูกกว่าที่หลายคนคิด
เอาไว้รับมือน้ำท่วมใหญ่ที่นานๆ มาที
ส่วนวาล์ว ปลั๊ก ปั๊ม เอาไว้รับมือน้ำท่วมเล็กๆ ที่มาบ่อย
#จากความเข้าใจนี้
น้ำท่วมระดับบ้านไม่ใช่เรื่องที่ต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่
หรือนั่งรอรัฐบาลอย่างเดียว
มันคือการตัดสินใจลงทุนแบบหนึ่ง
รู้ว่าปัญหาของเราใหญ่แค่ไหน
เลือกจ่ายเท่าที่คุ้ม
แล้วปล่อยส่วนที่ไม่คุ้มให้เป็นหน้าที่ของถังกับไม้กวาด
วิธีการที่ดีที่สุด ไม่ใช่วิธีการหรือเครื่องมือที่ล้ำที่สุด
แต่คือของที่แก้ปัญหาของเราได้ในราคาที่เราจ่ายไหว
(ราคาทั้งหมดเป็นตัวเลขประมาณการ ลองให้ช่างแถวบ้านประเมินอีกทีนะครับ)
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ