สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

ความเชี่ยวชาญไม่ได้ขายตัวมันเองเสมอไป

ฝีมือหรือผลงานของเรามันไม่มีค่า
ถ้าคนที่ต้องการความสามารถของเรา อาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีตัวตนอยู่

คนเราทำงานไปเพื่ออะไรกัน?

สำหรับหลายคน ผมคิดว่าคำตอบคงหนีไม่พ้นการมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ และมีเวลามากพอที่จะใช้เงินที่หามาได้ด้วย

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีเป้าหมายแบบนี้
แต่ผมคิดว่ามันเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากยอมใช้เวลาหลายปีไปกับการเรียน ฝึกฝนทักษะ และพัฒนาความเชี่ยวชาญของตัวเอง
โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง สิ่งที่ทำมาจะตอบแทนกลับมาเป็นรายได้และเวลาที่เหมาะสม

แต่คำถามคือ
ถ้าเราเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วทำไมผลตอบแทนถึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามเสมอไป?

อากงของผม หรือ Lion Chiraphong ชวนให้ผมเขียนเรื่องนี้โดยตั้งโจทย์ว่าคนรุ่นใหม่ในจันทบุรีควรเรียนรู้อะไร เพื่อให้คนรุ่นต่อไปสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายขึ้น
โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีทั้งผลไม้ ยางพารา และอัญมณีเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ

โจทย์จริงๆ มีบริบทเฉพาะกว่านี้ แต่ผมอยากลองมองให้กว้างขึ้นหน่อย เพราะผมคิดว่ามันอาจใช้กับคนทำงานในหลายอุตสาหกรรมได้เหมือนกัน

ถ้ามีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้คนจำจากบทความนี้ ก็คือ
ความเชี่ยวชาญไม่ได้ขายตัวมันเองเสมอไป

คนที่เก่งที่สุดในงานหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ได้เงินมากที่สุด หรือมีเวลาว่างมากที่สุด

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าความเก่งไม่สำคัญนะ
แต่ผมเริ่มมองว่า ความสามารถในการสร้างคุณค่า กับความสามารถในการทำให้คนอื่นมองเห็นและยอมจ่ายให้คุณค่านั้น เป็นคนละเรื่องกัน

มาเข้าใจปัญหานี้กัน

จากประสบการณ์ของผม มีสองทักษะที่น่าจะช่วยเชื่อมช่องว่างนี้ได้
การดึงดูดความสนใจจากคนที่ใช่ และการขาย

คุณจะเรียกมันว่า Marketing ก็ได้
แต่ผมไม่ได้หมายถึงการยิงโฆษณารัวๆ ลง Social Media หรือเอาไมค์ไปตะโกนขายของตามถนน
ผมหมายถึงความสามารถในการทำให้คนที่มีปัญหาบางอย่าง มองเห็นว่าเรามีความสามารถที่จะช่วยเขาได้

เราต้องรู้ก่อนว่าใครมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราถนัด
คนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน
เขากำลังเจออะไร
เขาให้ความสำคัญกับอะไร
และอะไรทำให้เขาเชื่อว่าเราช่วยได้จริง

ที่สำคัญคือ ไม่ใช่แค่บอกว่าเราเก่ง
แต่ทำให้เขาเห็นว่าเรากำลังทำอะไร เรียนรู้อะไร แก้ปัญหาอะไร และได้ผลยังไง

ผมคิดว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการขายมากกว่าที่หลายคนคิด

ลองนึกภาพว่าเพื่อนสนิทคนหนึ่งเล่าเรื่องธุรกิจให้คุณฟังอยู่เรื่อยๆ
บางวันเขาเล่าเรื่องที่ทำสำเร็จ
บางวันเล่าเรื่องที่ทำพัง
บางวันเล่าว่าเขาแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า
คุณเห็นวิธีคิดและการทำงานของเขามาสักพักแล้ว

วันหนึ่งคุณเกิดมีปัญหาที่เขาถนัดพอดี
ระหว่างเพื่อนคนนี้ กับเซลส์ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน โทรมาบอกว่าเขาเป็นมืออาชีพ
คุณจะเริ่มคุยกับใครก่อน?

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะเลือกเพื่อน และความสนิทก็ไม่ได้รับประกันว่าคนคนนั้นทำงานเก่ง
แต่ผมคิดว่าตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นว่า ความไว้ใจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ และความไว้ใจจำนวนมากก็ต้องใช้เวลาในการสร้าง

สำหรับบางธุรกิจ ลูกค้าเพียงหนึ่งหรือสองรายที่เชื่อใจและซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง อาจสร้างรายได้เพียงพอให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ด้วยซ้ำ
แต่ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุน กำไร และลักษณะของธุรกิจนั้นด้วย

เพราะงั้น ถ้าใครอยากเริ่มธุรกิจ ผมคิดว่าอาจเริ่มจากการทำให้คนที่ใช่มองเห็นสิ่งที่เราทำอยู่จริงๆ ก่อน
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีคนติดตามจำนวนมาก

เมื่อเริ่มมีลูกค้าจริง มีรายได้จริง และรู้แล้วว่าธุรกิจทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ค่อยคิดว่าจะขยายหรือสร้างระบบเข้ามาช่วยตรงไหน

AI อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือเหล่านั้น
แต่ผมไม่คิดว่ามันควรเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่เราจะรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสร้างคุณค่าอะไรให้ใคร

แล้วถ้าไม่ได้อยากทำธุรกิจล่ะ?
ก็ไม่ต้องทำครับ 5555+

ผมไม่ได้คิดว่าทุกคนควรเป็นเจ้าของธุรกิจ
การเป็นพนักงานที่มีรายได้ดี มีเวลาชีวิตที่เหมาะสม และได้ทำงานที่ตัวเองชอบ ก็เป็นเป้าหมายที่ดีได้เหมือนกัน

แต่ผมยังคิดว่าทักษะสองอย่างนี้มีประโยชน์อยู่ดี
เพราะแม้แต่ในบริษัทเดียวกัน คนที่ทำงานเก่งมากๆ ก็อาจไม่ได้รับการมองเห็นเท่ากัน

สมมติพนักงานสองคนสร้างผลงานได้ใกล้เคียงกัน
คนแรกทำงานเก่ง แต่ไม่มีใครค่อยรู้ว่าเขาทำอะไร แก้ปัญหาอะไร หรือผลงานของเขาส่งผลต่อบริษัทแค่ไหน
อีกคนทำงานได้ดีเหมือนกัน แต่สื่อสารให้คนที่เกี่ยวข้องเข้าใจได้ว่าเขากำลังรับผิดชอบอะไร และสิ่งที่ทำสร้างผลลัพธ์อะไรบ้าง

ผมคิดว่าคนที่สองอาจมีโอกาสได้รับการยอมรับหรือมีอำนาจต่อรองมากกว่า
ไม่ได้แปลว่าเขาควรได้เลื่อนตำแหน่งมากกว่าเสมอไปนะ
เพราะการเลื่อนตำแหน่งยังขึ้นอยู่กับอีกหลายอย่าง ทั้งความสามารถ ความรับผิดชอบ โครงสร้างบริษัท และคนที่ตัดสินใจด้วย

แต่ถ้าคนอื่นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราสร้างคุณค่าอะไรอยู่ การหวังให้เขามองเห็นเองทั้งหมดก็คงเสี่ยงเหมือนกัน

และผมไม่ได้คิดว่าเจ้าของธุรกิจทุกคนเอาเปรียบพนักงาน หรือคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจะต้องถูกกดค่าตัวเสมอไป
มีบริษัทที่จ่ายค่าตอบแทนดีและให้ความสำคัญกับคนทำงานจริงๆ อยู่มาก
ในขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจเองก็ต้องรับความเสี่ยงและต้นทุนหลายอย่างที่พนักงานอาจไม่ต้องรับ

สิ่งที่ผมกำลังตั้งคำถามจึงไม่ใช่ว่าใครควรได้เงินมากกว่าใคร
แต่คือ
ถ้าเราสร้างคุณค่าได้จริง เราจะทำยังไงให้คนที่เกี่ยวข้องมองเห็น เข้าใจ และให้ผลตอบแทนกับคุณค่านั้นอย่างเหมาะสม?

จากความเข้าใจนี้

ถ้ากลับมาที่โจทย์ของอากง
ผมคงยังตอบไม่ได้ว่าคนรุ่นใหม่ในจันทบุรีทุกคนควรเรียนอะไร เพราะคนที่ทำสวนผลไม้ ทำงานเกี่ยวกับยางพารา ทำอัญมณี หรือทำอาชีพอื่นๆ ย่อมมีข้อจำกัดและโอกาสไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าจะเสนอทักษะที่น่าลองให้ความสำคัญเพิ่มจากความเชี่ยวชาญในอาชีพ ผมจะเลือกสองอย่างนี้
ทำให้คนที่ใช่มองเห็นคุณค่าที่เราสร้างได้ และเรียนรู้วิธีเปลี่ยนคุณค่านั้นเป็นผลตอบแทนที่เหมาะสม

บางคนอาจเอาไปใช้สร้างธุรกิจ
บางคนอาจใช้หาลูกค้าโดยตรง
บางคนอาจใช้ต่อรองค่าตอบแทน
บางคนอาจใช้สร้างโอกาสใหม่ในอาชีพเดิม

ผมไม่คิดว่าสองทักษะนี้จะทำให้ทุกคนรวย หรือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้ทั้งหมด

แต่ผมสงสัยว่า ถ้าคนที่มีความสามารถในการผลิตและสร้างของดีๆ อยู่แล้ว เริ่มเข้าถึงคนที่ต้องการสิ่งเหล่านั้นได้ดีขึ้น และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
มันอาจช่วยให้คนรุ่นต่อไปเก็บคุณค่าจากสิ่งที่ตัวเองสร้างไว้ได้มากขึ้นด้วยหรือเปล่า

สุดท้าย ผมยังเชื่อว่าความเชี่ยวชาญสำคัญมาก
แค่ไม่อยากให้เราหยุดอยู่ตรงที่ว่า
“ถ้าเราเก่งพอ เดี๋ยวคนอื่นก็คงเห็นเอง”

เพราะบางครั้ง ต่อให้เราเก่งจริง
คนที่ต้องการความสามารถของเรา อาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีตัวตนอยู่ครับ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ

ถ้าชอบแล้วอยากอ่านงานเขียนผม กรอกเมลเลยครับ ถ้ามีอะไรจะส่งให้ก่อนใคร5555+