ผมเคยขอดูงบบริษัทจากคนในครอบครัว แต่ได้คำตอบว่า “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจัดการเอง” 2 ปีต่อมาบริษัทเจ๊ง (บทเรียนจากบริษัทลงทุน 7-8 หลัก)
มันอาจจะฟังดูแปลก แต่ในธุรกิจครอบครัวบางที่มีจริงๆ
ผมเคยขอดูงบการเงินของบริษัทจากคนในครอบครัวอยู่
(ไม่ใช่บริษัทที่ทำอยู่ปัจจุบัน)
สิ่งที่ได้คำตอบกลับมาตอนนั้นคือ
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจัดการเอง”
2 ปีต่อมา...
บริษัทเจ๊ง ปิดกิจการ
#มาลองเข้าใจปัญหานี้กัน
เรื่องที่ต้องระวังที่สุดของปัญหานี้คือ เราต้องไม่ด่วนสรุปเกินไปว่ามันเป็นเพราะอะไร
บางทีมันคือคนบางคนไม่อยากให้เราเห็นจุดบอดของเขาก็มี
บางทีเขาคิดว่าเขาทำได้ดีอยู่แล้ว ไม่อยากให้ใครยุ่ง หรือเขาชอบทำงานคนเดียวก็มี
การที่เรารีบเอาสิ่งที่เราคิดไปพูดใส่ เพื่อทำให้คนอื่นยอม
มันกลับกลายเป็นทำให้เขาตั้งการ์ดสูงขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา
อารมณ์เหมือนเราเคาะประตูบ้านแล้วไม่มีใครตอบ
พอคุณเริ่มตะโกนโวยวายใส่เจ้าของบ้าน
แทนที่เขาจะเปิดประตู เขาลงกลอนเพิ่มซะงั้น
ดังนั้น คุณควรลองท่าอื่น
#จากความเข้าใจนี้
วิธีการที่ผมใช้มีดังนี้
1) คุยกับคนที่ถือข้อมูลตรงๆ
อันนี้ตรงไปตรงมาสุด แต่ยากที่สุด (ถ้าถามผมนะ 555+)
ถ้าคุณคุยกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจน้อยกว่าคุณ คุณอาจจะลองได้หลายท่าหน่อย
คือถ้าอยากกดดัน บังคับคนอื่น มันก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ และกับคนบางคนมันก็ได้ผลก็มี
แต่ผมอยากให้คุณจำไว้ว่าบางคนที่เขายอมช่วยคุณ เขาไม่เต็มใจหรือผูกใจเจ็บ
เวลาเจอปัญหาครั้งถัดๆ ไป มีแนวโน้มที่คนพวกนี้จะไม่ช่วยคุณเมื่อคุณเดือดร้อน
ถึงว่างั้น ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่มีสูตรตายตัว
จริตการบริหารของคนตะวันออกกับฝั่งบ้านเราก็ต่างกันพอควร
ดีเสียคนละแบบ
แต่ที่ผมจะเน้นคือ ถ้าคุณคุยกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจมากกว่าคุณ ผมแนะนำให้ถือคติเลยว่า
ห้ามพยายามทำให้เขายอมรับผิด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
กลับกัน จงทำให้เขาจินตนาการว่าเขาจะได้ประโยชน์ยังไงจากการมอบข้อมูลนี้ให้กับคุณ
หรือจงเข้าหาเขาอย่างเป็นผู้น้อย และแสดงออกตรงๆว่าต้องการความรู้หรือความช่วยเหลือ
2) ไปเคาะประตูบ้านอื่นแทน
บริษัทๆ หนึ่งเป็นการรวมร่างของหลายๆ แผนกที่ทำงานร่วมกัน
ข้อมูลที่มีอยู่ที่แผนกหนึ่ง มักจำเป็นต่อการทำงานของอีกแผนก
และนั่นแปลว่า ข้อมูลที่คุณอยากได้ไม่ได้จำเป็นว่ามีคนถือคนเดียวเสมอไป
บางครั้ง แค่ถามหลายๆ คน เราอาจได้ข้อมูลนั้นมาง่ายๆ
3) เปลี่ยนมันเป็นสมการแล้วแก้มันซะ
ทุกวันนี้ ตัวเลขบางตัวผมก็ยังไม่มีวิธีเข้าไปดูได้สะดวกๆ ถ้าผมไม่ขอ
เพียงแต่จากข้อ 1)
บางครั้งเรามีข้อมูลมากพอที่จะคิดหรือประมาณข้อมูลที่เราไม่มีได้
ลองคิดตามเป็นสมการดู
สมมติบริษัทคุณบันทึก ยอดขาย กับ ต้นทุน เอาไว้
แต่ไม่มีใครคำนวณให้ว่า “กำไร” เท่าไหร่
และสมมติว่าคุณก็เข้าไปดูบัญชีธนาคารที่มีเงินกำไรอยู่ไม่ได้
แต่ถ้าคุณรู้ว่า
ยอดขาย = 100%
ต้นทุน = 70%
เราก็สามารถคำนวณย้อนกลับได้ว่า
กำไร = ยอดขาย - ต้นทุน
กำไร = 100% - 70%
ดังนั้น กำไร = 30%
เราอาจจะยังไม่เห็นตัวเลขกำไรจริงๆ ในระบบ
แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ เราสามารถ ประมาณค่าของข้อมูลที่หายไป ได้
ฟังดูอาจจะง่ายและใครๆก็รู้ แต่ผมจะบอกว่ามันสามารถประยุกต์ได้ไกลมากๆ
ถ้ามีข้อมูลมากพอและประยุกต์ได้ตรงกับสถานการณ์ธุรกิจของคุณพอ คุณอาจทำนายอนาคตคร่าวๆได้เลย
ทุกวันนี้ ผมใช้ฐานของความรู้นี้ในการสร้างสุมมติฐานต่างๆ เพื่อทดแทนข้อมูลที่เข้าถึงยากหรือไม่ได้บันทึกและสร้างเครื่องมือช่วยตัดสินใจปัญหาทางธุรกิจอยู่เหมือนกัน
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ