ทำไมคนบางคนถึงพูดว่า “แล้วเจอกัน” แทนคำว่า “ลาก่อน”
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้มีแผนจะเจอเราอีก?
(ถ้าไม่บังเอิญเจอกัน)
ใครหลายคนมักพูดว่า “เจอกัน” หรือ “แล้วเจอกัน”
ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
แล้วเราก็ไม่ได้นัดเขา
เขาก็ไม่ได้นัดเรา
รู้ตัวอีกทีผ่านไปหลายปี ก็ยังไม่เจอกัน
หรือบางทีก็มีเหตุการณ์อะไรสักอย่างเกิดขึ้น
จนเราจะไม่ได้เจอกับเขาอีกแล้วจริงๆ
แต่สิ่งที่ผมเอ้ะคือ
หลายครั้งเวลาคนพูดคำว่า “แล้วเจอกัน”
เขาก็พูดมันออกมาด้วยรอยยิ้ม
มันเลยทำให้ผมสงสัยว่า
บางทีคำนี้อาจไม่ได้แปลว่า
“เรามีนัดกันและจะได้เจอกันแน่นอน”
แต่มันอาจมีความหมายประมาณว่า
“ก็หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ”
เพราะเวลาเราบังเอิญกลับมาเจอกับบางคนจริงๆ
บางครั้งมันก็มีความรู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจที่ได้เจอกันอยู่เหมือนกัน
ผมเลยคิดต่อว่า
บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ว่าเราโกหกตอนพูดว่า “แล้วเจอกัน”
แต่อาจเป็นเพราะตอนนั้น
เราอยากเจอกันอีกจริงๆ
เพียงแต่ชีวิตของแต่ละคนก็มีเรื่องที่ต้องทำ มีคนที่ต้องเจอ และมีสิ่งที่ดึงความสนใจไปเรื่อยๆ
ความตั้งใจเล็กๆ ว่า “ไว้เจอกันอีก”
เลยอาจไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่เราลงมือจัดให้เกิดขึ้นจริง
พอลองหาเพิ่ม ผมพบว่าในทางภาษาศาสตร์ มีคำเรียกภาษาประเภทหนึ่งว่า Phatic Communication
คือบางครั้ง เราไม่ได้พูดเพื่อส่งข้อมูลตามความหมายตรงๆ อย่างเดียว
แต่พูดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย
คำทักทายหรือคำลาหลายๆ แบบก็อยู่ในกลุ่มนี้
และมีงานที่มองว่าคำลาประเภท “ไว้เจอกันใหม่” มีรากมาจากการแสดงความปรารถนาดีว่า อยากมีโอกาสได้เจอกันอีก ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นคำลาที่เราใช้กันตามธรรมเนียม
ที่น่าสนใจคือ มีงานเกี่ยวกับการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมที่ยกตัวอย่างใกล้ตัวมากว่า ประโยคประเภท “see you later” หรือแม้แต่ “แล้วเจอกันนะ” ไม่จำเป็นต้องเป็นนัดหมายจริงๆ แต่มันอาจเป็นวิธีจากกันโดยยังทิ้งความรู้สึกดีๆ ไว้ระหว่างคนสองคน
เพราะงั้น ครั้งหน้าเวลามีใครบอกผมว่า “แล้วเจอกัน”
ผมคงไม่จำเป็นต้องตีความมันว่า
“งั้นเราต้องเจอกันจริงนะ”
แต่อาจรับมันง่ายๆ ว่า
“วันนี้ที่เราได้เจอกัน มันดีพอที่อย่างน้อยตอนจากกัน เรายังอยากทิ้งความเป็นไปได้ว่าจะได้เจอกันอีกไว้”
ถ้ามองแบบนี้
คำว่า “แล้วเจอกัน” อาจไม่ใช่คำโกหกซะทีเดียว
และก็อาจไม่ใช่คำสัญญาด้วย
มันออกจะเป็นความหวังมากกว่า
ว่า
"เราจะได้เจอกันอีกจริงๆ"
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ