สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

มันง่ายมากที่จะกลับไปทำธุรกิจที่บ้านแล้วหลงทาง

เด็กจบใหม่หรือเพื่อนของผมบางคนที่บ้านมีธุรกิจครอบครัวอยู่ มักลังเลแล้วลังเลอีกว่าจะกลับไปทำดีไหม วันนี้เราไม่คุยถึงกรณีแบบนั้นนะ (ติดไว้ก่อน 555+) เราจะมาพูดถึงคนที่กลับไปแล้วจริง ๆ

เพราะคนที่กลับไปทำแล้ว หลายคนจะรู้สึกว่ามันโคตรไร้ทางไปเลย
(อ้าว หนักกว่าเดิม?)
คนที่ได้ลองจะรู้ว่าปัญหาที่ที่อื่นไม่มี เรามีหมด
ระบบล้าสมัย ผู้คนหัวโบราณ พนักงานทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ต่อให้ความรู้เรามีประโยชน์แค่ไหน ก็ไม่รู้จะประยุกต์ใช้กับสภาพจริงที่เจอยังไง พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มบั่นทอน จนไฟแรง ๆ ตอนมาใหม่ ๆ มอดดับ
ไปทำอย่างอื่นดีกว่า หรือไม่ก็อยู่ไปวัน ๆ ก็พอ
เอาล่ะ เรื่องนี้แก้ยังไงดีล่ะ?

ถ้าจำไม่ผิด มันมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมอ่านตอนมัธยมปลาย
หนังสือมัน ‘น่าจะ’ ชื่อ อย่าปล่อยให้ใครฆ่าวาฬของคุณ
(ไม่ชัวร์นะว่าใช่เล่มนี้ไหม 5555+ ถ้าไม่ใช่ก็ขอโทษด้วย)
มันมีอยู่ตอนหนึ่งที่เขาเล่าเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของพ่อแม่ใหม่ ๆ แล้วบังคับให้พนักงานปรับเปลี่ยนระบบและวิธีการทำงานทันที

และแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นคือพนักงานลาออกหมดครับ
คือหลังจากนั้น เด็กคนนี้ก็ดิ้นรนจนบริษัทกลับมาอยู่รอดได้และมันก็ฟังดูเป็นเรื่องราวที่เท่ดี แต่คำถามของผมคือ
‘มันเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ หรือที่จะต้องปะทะ?’
แล้วคุณกล้าเสี่ยงที่จะทำให้บริษัทสะดุด ล้ม และอาจลุกกลับขึ้นมายืนไม่ได้จริง ๆ เหรอ? หรือมันมีวิธีที่ดีกว่านั้น?

‘ปัญหาส่วนมากเกิดมาจากทางแก้ปัญหาที่มาก่อนหน้า’
พ่อผมเคยโม้ให้ฟังว่า20 ปีก่อน เขาเป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ของวงการที่พิมพ์บิลลงกระดาษผ่านเครื่องพิมพ์ ไม่ได้ใช้มือจดด้วยปากกา
20 ปีต่อมา งานของผมคือหาทางกำจัดกระดาษที่ถูกพิมพ์ออกมาให้ได้มากที่สุด
คุณว่ามันฟังดูแปลก ๆ ไหม
(ขออนุญาตขำ 555555555555555555555555555+)
แต่เชื่อไหม นี่คือธรรมชาติของทุกปัญหาในชีวิตเลย
ปัญหากับทางแก้อยู่คนละด้านของเหรียญเดียวกันเสมอ
เพราะงี้บางคนถึงมักพูดถึงปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ให้เราฟังทุกครั้งที่เจอ
(แล้วก็แก้ไม่ได้สักที)
และในมุมของธุรกิจครอบครัว เราอาจตีความได้อีกแบบว่า หลายครั้งพนักงานและคนในครอบครัวของคุณไม่ได้ล้าหลังเสมอไป
เขาแค่กำลังปกป้องวิธีการแก้ปัญหาที่เขารู้ว่าใช้ได้แน่ ๆ เพราะเขาทำมาเป็น 10 ปีแล้ว
การยอมรับเรื่องนี้ให้ได้ คืออย่างแรกที่เราต้องทำก่อนจะไปแก้ปัญหาจริง ๆ
บางครั้งมันยาก
หลายอย่างที่เห็นดูขัดตาไปหมด
และยังไม่รวมว่าคนในครอบครัวนั้นใกล้ตัวเรามาก จนเราไม่สามารถ ‘ฟัง’ เขาได้โดยไม่เถียงความคิดของตัวเองออกไป
ลองตั้งสติและพยายามทำความเข้าใจว่า พนักงานหรือคนในครอบครัวที่ทำงานด้วย
สนใจอะไร
อะไรที่เขาไม่สนใจ
อะไรทำให้เขารู้สึกเบื่อ
อะไรทำให้เขาตื่นเต้น
เขากลัวอะไร
เขามั่นใจตรงไหน
ที่คุณไม่เคยแก้ปัญหาได้สักที อาจเป็นเพราะคุณยังยอมรับเขาไม่ได้
วันที่เราคิดว่าสิ่งที่เขาทำผิดอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเสมอไปมักจะเป็นวันเดียวกับที่คุณเริ่มรู้ว่าจะแก้ปัญหายังไงให้ถูกจริตทั้งเขาและคุณจริง ๆ

พอรู้ว่าจะสร้างอะไรหรือทำอะไรแล้ว หลายครั้งเวลาจะเริ่มสิ่งใหม่และเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง เคยสังเกตไหมว่า จริง ๆ แล้วตั้งแต่ก่อนคนคนหนึ่งจะพูดว่า ‘ไม่’ สีหน้าของเขาก็ออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว
ให้คุณลองจินตนาการว่าสิ่งที่คุณกำลังพูด แม่งเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่น
มองตัวเองเป็นมนุษย์ต่างดาวไปเลยก็ได้
หน้าที่ของคุณคือ
> คุณต้องทำให้เขารู้สึกว่ามันง่ายพอที่จะเริ่มทดลองวิธีแก้ปัญหาของคุณเดี๋ยวนี้
> และคุณต้องทำให้เขาเชื่อว่าถ้ามีอะไรผิดพลาด คุณจะรับผิดชอบเอง
เขาถึงจะเริ่มเปิดใจให้กับมัน หรือให้ความร่วมมือกับคุณ

ส่วนคนที่หลงทาง ไม่รู้เลยว่าจะเริ่มทำอะไรดี
ผมแนะนำให้ลองทำให้ครบครับ
อย่างน้อยก็ไปรู้งานทุกแผนกคร่าว ๆ
ได้จับมือทำจริงเลยยิ่งดี
ตั้งคำถามกับสิ่งที่งง
ถามคนที่น่าจะรู้
ถ้ายังไม่รู้ก็แขวนไว้ก่อน
แล้วเก็บความรู้สึกเอาไว้ว่างานไหนคุณชอบ ไม่ชอบ หรือรู้สึกเฉย ๆ กับมัน
จริง ๆ แล้ว ในทุกธุรกิจ ส่วนที่สร้างรายได้ กำไร และชื่อเสียง เกิดจากเพียงไม่กี่ส่วนของธุรกิจนั้น
ส่วนอื่น ๆ ที่เหลือ หรือแผนกที่เพิ่มเข้ามา มีไว้ ‘สนับสนุน’ ให้ส่วนที่เป็นเลือดเนื้อของบริษัททำงานได้ง่ายขึ้น
พอคุณรู้ทุกรอยรั่วที่ทำร้ายกำไร
รู้ว่าการผลักดันอะไรช่วยเพิ่มยอดขาย
และรู้ว่าพนักงานแต่ละคนแก้ปัญหาหน้างานกันยังไง
คุณก็จะมีวัตถุดิบครบสำหรับเรียงลำดับความสำคัญ และเลือกทำเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ

ไม่ว่าธุรกิจที่บ้านจะวุ่นวาย มีปัญหาร้อยแปด และชวนให้หลงทางขนาดไหน
ทุกธุรกิจมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือมันมีอะไรให้คุณทำอยู่ตลอด
คุย-ขาย
เปิดบิล
ลงโพสต์
ตอบแชต
สร้างแพลตฟอร์ม
ทำแบรนดิ้ง
ทำบัญชี
เขียนโปรแกรม
ไปยันถึงงานถูพื้นบริษัท
ผมมองว่าเรื่องที่ยากที่สุดในทุก ๆ ธุรกิจ คือการเลือกว่าจะทำอะไร
และที่สำคัญและยากกว่านั้น คือการเลือกว่าจะไม่ทำอะไร
ในชีวิต สิ่งที่เราปักธงว่าจะทำทีหลัง แล้วเราไม่ลงมือทำทันที ไม่บันทึก หรือไม่ take action อะไรสักอย่าง
ส่วนมากแล้วมันก็จะไม่เคยถูกทำ จนถึงวันที่เราตายครับ
มันเป็นอะไรที่ทุกคนทำไปเอง
ไม่ใช่เพราะเราชอบ แต่เพราะสมองเราชอบครับ
มันเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งของสมอง ที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองแบบหลอก ๆ ว่า ‘เดี๋ยวมันจะถูกทำนะ’
ทั้งนี้ เพื่อให้สมองผ่อนคลายและไม่เครียด
ปัญหาคือมันมักจะกลายเป็นขยะที่ค้างอยู่ในใจ
และทุกครั้งที่เรานึกขึ้นได้ว่าเวลาผ่านมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำเลย มันก็จะกลายเป็นอารมณ์ที่คอยตัดทอนพลังงานของเรา
วันหนึ่ง ถ้าเราทำแบบนี้บ่อย ๆ เข้า มันก็จะถมจนกลายเป็นกองขยะมหึมา
ผมจะบอกว่าหลายครั้ง เพียงเพราะเราแยกสิ่งที่ต้องทำและไม่ต้องทำ ออกจากสิ่งที่อาจจะทำไม่ได้ เราเลยรู้สึกว่าชีวิตไม่ไปไหนสักที
ธุรกิจก็เหมือนชีวิตครับ
ถ้าเราไม่เคยมานั่งสะท้อนว่าธุรกิจเรามีอะไรบ้าง อะไรเกี่ยวกันยังไง
ถ้าเราไม่พูดว่า ‘ไม่’ กับสิ่งที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำไหม
เราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรในธุรกิจของเราสำคัญ
พอคุณตอบได้ มันจะง่ายขึ้นเยอะครับ
ถ้ากำไรมาจากทีมขาย
ก็ทำเครื่องมือสนับสนุนและติดตามผลให้ทีมขาย
ถ้ากำไรมาจากร้านค้าออนไลน์
คุณควรสนใจว่าลูกค้ารู้จักคุณมาจากที่ไหน แล้วผลักดันช่องทางนั้น
ถ้ากำไรมาจากการขายแบบปากต่อปาก
คุณควรไปคิดว่าจะขยายเครือข่ายยังไง
วันที่เรารู้ว่าอะไรสำคัญ
คำตอบว่าควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร ก็จะชัดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

สรุปแบบห้วน ๆ
ไปเข้าใจปัญหาของบริษัทที่บ้าน
เข้าใจวิธีแก้ปัญหาปัจจุบันที่คนรุ่นก่อนใช้
เข้าใจผู้คน และทัศนคติที่พวกเขามีต่อปัญหาและทางแก้ปัญหาในปัจจุบัน
เลือกว่าอะไรสำคัญ
จะทำอะไร
จะไม่ทำอะไร
โดยต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ