ใครเป็นราชาแห่งการพัฒนาตัวเองบ้างครับ!?
(จุดสมดุลของการพัฒนาตัวเองและการลงมือทำ)
ช่วงมหาลัย
มีช่วงที่ผมอ่านหนังสืออยู่หลายเล่ม
หนังสือนี่เป็นอะไรที่สุดยอดมาก
อ่านสนุก
รู้สึกได้ความรู้
เหมือนจะเป็นประโยชน์สุดๆ
แต่พอผ่านไปเป็นเดือน
ชีวิตไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย 5555+
และพอมาทุกวันนี้
หลายปีที่ผ่านมาก็มีเรื่องราวที่เป็นลูปคล้ายๆ กัน
ไปเจอคนนู้นคนนี้ที่เก่งๆ
แลกเปลี่ยนความคิด
ไปสัมมนาต่างๆ
ถ้าเราเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
แต่ไม่มีวี่แววจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรจริงๆ ได้สักที
มีอะไรที่เราทำพลาดไปนะ?
#มาเข้าใจปัญหานี้กัน
ผมเริ่มเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นตอนทำงานแล้ว
สิ่งที่มันขาดไปคือ
การลงมือทำ และ Feedback จากสิ่งที่เราทำจริงๆ
ลองนึกดูว่าถ้าเราอ่านหนังสือหรือคุยกับคนเก่งๆ
เห็นว่าตรงไหนในสิ่งที่เราทำยังพัฒนาได้
เอาความรู้มาลองปรับใช้กับระบบเดิม
ทำต่อ
ดูผล
แล้วค่อยปรับอีกที
ทีนี้การอ่านหนังสือ
การออกไปเจอโลกภายนอก
หรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
มันก็จะไม่จบอยู่แค่ความรู้สึกว่า
“วันนี้ได้ความรู้เยอะจัง”
แต่เราจะเริ่มรู้ด้วยว่า
สิ่งที่เรียนมาใช้กับโลกจริงของเราได้หรือไม่ได้
#จากความเข้าใจนี้
ปัญหานี้ผมมองว่าเหมือนจะเขียนให้เข้าใจได้ง่าย
แต่ถ้าจะให้ลองสรุป
ผมมองว่าองค์ประกอบมันประมาณนี้
1) รู้ว่าตรงไหนในงานของเราควรพัฒนา
จริงๆ จะเรียกว่า “ช่องโหว่” ก็อาจจะผิด
เรียกว่ามองเห็นว่าตรงไหนพัฒนาได้
และตรงไหนควรพัฒนาก่อนดีกว่า
ระบบเดิมของเราอาจจะทำงานได้ดีอยู่แล้ว
จนบางครั้งเราไม่รู้ว่าจะทำให้มันดีกว่านี้ได้ยังไง
ถ้าเรามีโจทย์นี้อยู่ในใจก่อน
เราจะเจาะจงได้แม่นขึ้นว่า
ควรอ่านหนังสือเล่มไหน
ควรคุยกับใคร
หรือลงเรียนคอร์สอะไร
แทนที่จะเรียนทุกอย่างตามกระแสเพราะรู้สึกว่า
“น่าจะมีประโยชน์สักวัน”
2) เอาความรู้กลับมาปรับใช้กับระบบเดิม
หลายครั้งภาพที่อยู่ในโฆษณาและคอร์สต่างๆ มันขายฝันจัดๆ
จนเราลืมคิดไปว่า
คนที่อยู่ตรงหน้าเราอาจไม่ได้เข้าใจปัญหาของเราทุกอย่าง
ทางแก้ของเขาอาจใช้ได้กับคนหลายๆ คน
แต่ไม่ได้แปลว่าจะเอามาใช้กับเราได้ตรงๆ
เพราะงั้น สิ่งที่เราต้องมีคือความเข้าใจระบบเดิม
ความเข้าใจสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
เราจะได้ถามถูกว่า
จะเอาอะไรมาใช้
ใช้ตรงไหน
แล้วใช้ไปเพื่อแก้อะไร
3) หาสัดส่วนระหว่างการหาความรู้ใหม่ กับการทำของเดิมให้ดีขึ้น
ผมอาจจะทำงานเกี่ยวกับ AI พอสมควร
แต่ถ้าคุณสังเกต
ผมไม่ได้มานั่งพูดว่า AI ตัวไหนล้ำกว่าตัวไหน
ตัวไหนควรใช้ยังไง
พูดตรงๆ คือผมไม่มีความรู้ด้านนั้นมากพอครับ 5555+
และในเมื่อไม่รู้
ผมก็จะไม่แนะนำเยอะ
ผมไม่ค่อยเริ่มจาก AI
ผมจะเริ่มจากปัญหาก่อน
เพราะถ้ามีเทคใหม่ที่ล้ำกว่าของเก่าออกมาทุกเดือน
แล้วผมต้องปรับตัว ทำความเข้าใจ UI และวิธีใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ตลอดเวลา
เวลาที่ผมเอาไปทำงานจริงก็จะน้อยลง
ผมไม่ได้อยู่ในธุรกิจได้เพราะผมเก่ง AI ที่สุด
หรือทันเทรนด์ที่สุด
ผมอยู่ได้เพราะผมแก้ปัญหาให้ลูกค้า
หรือคนในกระบวนการทำงานอยู่ทุกวัน
ดังนั้นผมเลยชอบทำงานไปก่อน
เจอปัญหาอะไร
แล้วค่อยไปศึกษาตามนั้น
เราจะได้เห็นว่าสิ่งที่กำลังเรียน
มันเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จริงๆ
เมื่อไหร่ที่เจอทางตันบ่อยๆ
เราอาจใช้เวลาหาความรู้น้อยไป
เมื่อไหร่ที่เรียนไปเรื่อยๆ แต่งานไม่เดิน
เราอาจใช้เวลาหาความรู้มากไป
ลองหาบาลานซ์ของตัวเองดูครับ
เพราะสุดท้ายผมคิดว่าการเรียนรู้กับการลงมือทำ
ไม่ควรแย่งเวลากัน
สิ่งที่เราทำควรบอกว่าเราต้องเรียนอะไรต่อ
และสิ่งที่เราเรียนควรกลับมาทำให้สิ่งที่เราทำดีขึ้น
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ
ถ้าชอบแล้วอยากอ่านงานเขียนผม กรอกเมลเลยครับ ถ้ามีอะไรจะส่งให้ก่อนใคร5555+