สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

อยากทำธุรกิจ?

“JUST FUCKING START”

ผมจำได้ว่าชื่อบทแรกๆ ในสารบัญของหนังสือ
Million Dollar Weekend ของ Noah Kagan น่าจะใช้ชื่อนี้

JUST FUCKING START

เป็นชื่อบทที่โคตรกระชากคอเสื้อเลย 5555+

กูยังไม่พร้อม ขอเตรียมก่อน
หรือ
ยังไม่มีเวลา รอมีเวลาก่อน
เป็นคำพูดที่เรามักจะใช้กัน

บางครั้งมันหมายถึงเราไม่อยากทำสิ่งนี้ เลยตอบเลี่ยงๆ ไปให้ไม่เสียน้ำใจ
บางครั้งก็มีคนที่คิดแบบนั้นจริงๆ ด้วยข้อจำกัดในชีวิตปัจจุบัน
และบางครั้ง บางคนจะบอกว่าขอเตรียมตัวก่อน

เตรียมตัวก่อน...มันมีอยู่จริงขนาดไหนนะ?

#มาลองเข้าใจปัญหานี้กัน

ตอนสมัยเรียน ถ้าผมไม่เตรียมสอบ
ผมก็สอบไม่ได้จริงๆ แน่

ขนาดเตรียมมาแล้ว ผมจำได้แม่นเลยว่าสมัยมหาวิทยาลัย
ผมได้ 3/40 ในวิชา Thermodynamics (ฮืออออ)

แต่พอมาใช้ชีวิตจริงๆ มันไม่เหมือนกันซะอย่างงั้น
เหมือนเราถูกสอนให้เตรียมตัวมาดีๆ
แต่พอไปเจอของจริง มันกลายเป็นว่าเราไม่มีทางพร้อม 100%

เพราะข้อสอบในชีวิตจริงไม่มีแผนที่หรือ Curriculum
และสิ่งที่เราเตรียมมา
อาจไม่ได้ใช้เลยสักแดงเดียว

คือผมก็คิดว่าผมพอเข้าใจเรื่องนี้นะ
แต่ที่ผมชอบที่สุดและอ๋อจริงๆ เกิดจากความบังเอิญล้วนๆ

วันนั้นผมไปออกงานงานหนึ่ง แล้วไปเจอลูกค้าคนหนึ่ง
ลูกค้าคนนี้แกทำ Content ประจำ
และผมก็ดูคลิปแกบ่อยๆ

อยู่ๆ เว้ย
มีดาราท่านหนึ่งเดินผ่านมา
ลูกค้ายื่นโทรศัพท์ให้ผม แล้วก็บอกว่าถ่ายให้หน่อย

ผมก็ไม่ได้คิดอะไร
ก็ถ่ายๆ ไป

พอจบวันนั้นมานั่งดูย้อนหลังบนเพจแกเท่านั้นแหละ
ผมเห็นเลยว่าคลิปมันผลตอบรับดี
และผมเองก็รู้สึกว่าคลิปมันสนุกนะ
ดูเหมือนเตรียมมาเลยแหละ

อะไรแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ทั้งๆ ที่เราไม่ได้จงใจเตรียมตัวสำหรับมันเลยได้ยังไง?

พอนึกๆ ดูแล้วก็เอ๊ะขึ้นมาเลย

พี่เขาออกหน้ากล้องทุกวัน
นี่ก็แค่อีกครั้งที่เขาพูดสดหน้ากล้อง
ผมเองก็ถ่ายงานมาประมาณหนึ่ง
อย่างน้อยๆ ก็รู้ว่าเมื่อไหร่ต้องแพนกล้องไปตรงไหนแบบไม่ต้องจดจ่อ

เราไม่ได้เตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์นั้น

แต่เราเคยแก้ปัญหา
ล้มเหลว
แก้แล้วก็ทำต่อในทุกๆ วัน
จนบทเรียนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว

มันไม่ใช่อะไรที่เราต้องมานั่งนึกถึงมันทุกครั้ง

ถ้างั้นการทำๆ ไปเลย แล้วไปล้มเอาข้างหน้า
เพื่อให้รู้ว่าปัญหาจริงๆ ที่ไม่ใช่การเดาคืออะไรอาจเป็นการเตรียมตัวอีกแบบหนึ่งหรือเปล่า?

#จากความเข้าใจนี้

“ครั้งนี้แหละ ไม่พลาดแน่ โปรเจกต์ได้บทเรียนมาเยอะละ”
เมื่อวานนี้ผมพูดอะไรประมาณนี้ก่อนทำงาน

น้องแท้ๆ ผมมันก็ทักว่า
“กูเห็นมึงพูดหลายรอบละ”

ผมก็ขำแห้ง แล้วก็นึกได้ว่า
เออว่ะ...
ทุกๆ ครั้งที่พูด
เราก็เชื่อจริงๆ นะว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ
สองชั่วโมงต่อมานั่งกุมขมับ

(แล้วเมื่อวาน สองชั่วโมงต่อมาผมก็กุมขมับจริงด้วย 555+)

แต่แปลกประหลาดนัก
ผมชอบความรู้สึกนี้นะ
เหมือนเป็น Love-Hate Relationship บางอย่าง

บางทีการเตรียมตัวเพื่อไปเจอกับข้อสอบที่เรียกว่า “ความเป็นจริง” อาจจะใหญ่เกินไป

แค่เราจดจ่อกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าในแต่ละวัน
พลาดแล้วพลาดอีก
แต่ก็ยังหาทางแก้มันให้ได้

กระบวนการนั้นอาจเป็นการเตรียมตัวที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เราจะให้ตัวเองได้แล้วก็ได้

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ

PS: ถ้าใครอยากฟังเรื่องแนวคิดของผมเกี่ยวกับการเริ่มธุรกิจจาก 0 บอกนะครับ เดี๋ยวจะเขียน ผมเองก็พึ่งลองสร้างอะไรแบบนี้บ้างควบคู่กับทำธุรกิจครอบครัวไปด้วย กำลังคลำๆทาง5555+ ไม่รู้จะรอดไหมนะ แต่สนุกดี