ความเขลาของมนุษย์เฟ้อได้เร็วกว่าค่าเงิน
ถึงเด็กจบใหม่ที่อยากลงทุน : ถ้าสิ่งที่สร้างความสำเร็จให้เราในวันนึงคือต้นเหตุของการสูญเสียทุกอย่าง
เราจะยอมรับได้ไหมว่าเราเป็นแค่คนเขลาคนหนึ่งที่ต้องไปเรียนรู้มาใหม่?
“พี่โฟล์ค ถ้าผมมีเงินเก็บ เอาไปลงทุนอะไรดี?”
คำถามนี้เป็นคำถามที่น้องผมหลายคนอยากรู้ที่สุด
ถามบ่อยที่สุด
เคยถามไปแล้วก็กลับมาถามอีก
และกลับกัน ไอ้เราเองก็จำได้ว่าเราเคยมีความรู้สึกคล้ายๆ กันนะ ตอน 20 ต้นๆ
มีคนมาเป่าหูผมอยู่เสมอๆ ว่าการเอาเงินฝากธนาคารไว้เฉยๆ มันแพ้อัตราเงินเฟ้อ
มีแต่ขาดทุน หาที่ไปลงทุนดีกว่า
ยังไม่พอ เวลามีคนถามว่าเราเอาเงินไปทำอะไร
การบอกว่าลงทุน
เล่นหุ้น
เล่นคริปโต
แม่งฟังดูเท่กว่าการฝากเงินไว้เฉยๆ เป็นไหนๆ
ฟังดูแบบนี้ ยังไงเอาไปลงทุนมันก็ดีกว่าการฝากหรือเปล่า?
#มาเข้าใจปัญหานี้กัน
วันนี้ผมจะมาเล่าความล้มเหลวที่ราคาแพงมากๆ ของผม
ตอน 20 กว่าๆ ผมเคยเล่นหุ้น คริปโต และ Forex มาก่อน
ด้วยความอยากลงทุนและไม่อยากกองเงินไว้เฉยๆ นี่แหละ
ความล้มเหลวแรกคือโลกทัศน์ที่แคบเกี่ยวกับการลงทุน
ผมลงหุ้นแล้วเห็นมันขึ้นช้ามาก ลงช้ามาก กำไรก็กำไรไม่กี่บาท
ณ วันนั้นเลยมีความคิดว่ามีอะไรที่ลงแล้วได้ผลตอบแทนเร็วกว่านี้ เยอะกว่านี้ไหม
เหมือนใครๆ ก็พูดว่าเล่นแล้วรวยนี่นา ทำไมเราดูมันอย่างเยอะ เรียนรู้อย่างเยอะ เงินแม่งก็ขึ้นๆ อยู่หลักสิบหลักร้อยบาทอยู่ดี
พอเห็นแบบนี้ ผมเลยไปเล่นคริปโตแทน
ตอนนั้นมีทั้งเล่นเกมที่มีค่าแรกเข้าแล้วค่อยๆ จ่ายผลตอบแทนคืน มีทั้งไปดอยบิตคอยน์ ซื้อตอนแม่งดอย ขาดทุนยับๆ มีถึงกับไปซื้อที่บน Metaverse ด้วย 5555+
ทีนี้พอรู้ละว่าไม่เวิร์ก ขาดทุนยับ ไปเล่น Forex ต่อ มีโดดไปเล่นทองและค่าเงินด้วย
และบทเรียนราคาแพงที่สุดเกิดขึ้นตรงนี้
ไม่ใช่ตอนที่เราล้มเหลว
แต่เป็นตอนที่เราทำสำเร็จโดยไม่เข้าใจ
ตอนเล่น Forex ผมทำกำไรได้หกหลักภายในระยะเวลาสองอาทิตย์
คือผมก็มีสูตรของผมตอนนั้น
และเพราะมันเวิร์ก ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูก
แค่ทำต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หาเงินได้เรื่อยๆ
จนถึงจุดนึง ผมขาดทุนนิดหน่อย
แต่ก็ยังทำแบบเดิม
ความนิดหน่อยนั้นค่อยๆ ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น
จนมันไม่เล็ก
ภายในอาทิตย์เดียว กำไรทั้งหมดนั้นหายไป
พอร์ตผมติดลบ ผมล้างพอร์ตไปเลย
จริงๆ มันมีหลายอย่างปนอยู่ในนั้นนะ
รถไฟเหาะของความรู้สึกที่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจคนติดพนัน
หรือความยากของการยอมรับว่าความสำเร็จทั้งหมดของตัวเองเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
อย่างน้อยผมก็เริ่มสงสัยแล้วว่า ที่ผ่านมามันเป็นฝีมือเรามากแค่ไหนกันแน่
แต่ที่ผมจะพูดก่อนในวันนี้คือ
มันง่ายที่เราจะรู้สึกว่าเราเข้าใจทุกอย่าง
ทั้งๆ ที่เราไม่เข้าใจอะไรเลย
ผมศึกษา Technical จริงๆ จังๆ นะตอนนั้น
นั่งดูจุดตัด EMA
Cycle ของ Elliott Wave
ฟังข่าว Fundamental
ขาสุดท้ายผมเดิมพันหมดหน้าตักเพราะเข้าใจว่าถ้าคนเชื่อมั่นในทองหรือค่าเงิน คริปโตจะลง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือทั้งสามอย่างแม่งขึ้นพร้อมๆ กันได้ด้วย
เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเข้าใจว่าจริงๆ เราไม่ได้เดิมพันในค่าเงินอย่างเดียว
เราเดิมพันกับความรู้สึกของคนอีกคนที่พนันในค่าเงินเหมือนกัน
หรือพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ เรากำลังเดิมพันอยู่ในตลาดที่มีคนอีกมหาศาลตัดสินใจด้วยเหตุผลที่เราอาจไม่รู้เลยก็ได้
เพราะงั้นการลงทุนระยะสั้นที่หวังกำไรเยอะๆ และมีแมงเม่า มีคนรวยรอช้อน
ปลายแท่งเทียนมันจะขึ้นหรือลงไปอยู่ที่ไหนก็ได้
ต่อให้เหตุผลของคุณดียังไงก็ตาม
#จากความเข้าใจนี้
ดังนั้นคำตอบที่ผมมักจะมีให้น้องจะเหมือนเดิมเสมอ
คือมึงวางเงินไว้เฉยๆ
ถ้ามึงมีเงินเหลือเยอะ มึงมีแนวโน้มจะตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้โดยไม่ลนลาน
ดีแล้ว แค่เก็บมันไว้
อย่างน้อยก็เก็บเงินสำรองที่ทำให้มึงไม่ต้องเดือดร้อนไว้ก่อน ส่วนเงินที่เหลือจะเอาไปทำอะไรค่อยว่ากัน
แล้วไปพลาด ไปโง่ให้เสร็จก่อนด้วยเงินของคนอื่นให้พอก่อน
ไม่ได้หมายถึงให้ไปทำเงินคนอื่นพังแทนเรานะ แต่หมายถึงไปหาประสบการณ์ในที่ที่เราไม่ต้องเอาเงินเก็บทั้งหมดไปเสี่ยงตั้งแต่แรก
ไปพลาดในบริษัทของคนอื่น อย่างแย่ที่สุดก็โดนไล่ออก
ไปพลาดในการลงทุนด้วยเงินสมมติ อย่างแย่ที่สุดก็ยังไม่ได้ผลตอบแทนของจริง
ไปโดนลูกค้าด่า อย่างแย่ที่สุดก็ไม่เข้าใจว่าเราผิดเรื่องอะไร
แน่นอนว่าแต่ละอย่างก็มีต้นทุนของมัน แต่ผมว่ามันยังมีหลายทางให้เราเรียนรู้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าเรียนเป็นเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก
ถ้าเรื่องไหนคุณไม่เคยเจ็บกับมันหรือมีเรื่องล้มเหลวให้เล่า
มันเป็นสัญญาณที่น่ากลัวมากว่าคุณยังไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน
หรืออย่างน้อยก็อาจยังไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ทำให้ความเข้าใจของคุณถูกทดสอบจริงๆ
คุณแค่ชินกับมัน
ชินกับการที่มีคนบอกว่าทำนี่สิ มันดี
ชินกับการเห็นว่าทำอะไรเวิร์กโดยไม่เคยถามว่าทำไม
ไม่ว่าคุณจะอยากลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับอะไร
หรือจะลงทุนในอะไรก็ตาม
ไปเจ็บในราคาถูกมาให้พอก่อนครับ
จะเป็นความผิดพลาดของตัวเอง หรือบทเรียนราคาแพงของคนอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเจ็บทุกเรื่อง
เพราะเงินเฟ้ออาจค่อยๆ กัดกินมูลค่าเงินที่เรากองไว้เฉยๆ ทีละนิด
แต่ความเขลาของมนุษย์สามารถเฟ้อได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
อย่างน้อยความเขลาของผมตอนนั้น ก็ทำเงินหายไปเร็วกว่าที่ผมเคยกลัวเงินเฟ้อเสียอีก
แค่เพราะเราเชื่อเร็วไปว่าอะไรดี สามารถทำให้เราไม่เหลืออะไรเลยได้
และทั้งหมดเกิดขึ้นได้แค่เพราะการตัดสินใจครั้งเดียว
จากความเห็นผม
วันหนึ่งที่เราเล่าได้ชัดเจนว่าเราโง่กับเรื่องๆนึงมาเยอะแค่ไหน
เราเบื่อและชินกับการอยู่กับมันขนาดไหน
เราอยู่กับมันมานานเท่าไหร่
และแก้ปัญหาอะไรไปบ้างเกี่ยวกับมัน ได้ผลยังไง ไม่ได้ผลยังไง
ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นธุรกิจแบบไหนหรือการลงทุนใดๆ
ผมมองว่ามันมีแนวโน้มว่าคุณพร้อมจะเอาเงินไปลงทุนในเรื่องนั้นจริงๆแล้ว
ถึงคุณจะตอบไม่ได้ทุกอย่าง
แต่คุณตอบได้ดีพอที่จะไม่ทำพลาดจนหมดเนื้อหมดตัวแล้ว
และความสำเร็จ
มักจะเริ่มจากตรงนั้น
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ
ถ้าชอบแล้วอยากอ่านงานเขียนผม กรอกเมลเลยครับ ถ้ามีอะไรจะส่งให้ก่อนใคร5555+