ทำไมเรามีไอเดียที่ดี แต่เอาไปใช้จริงแล้วไม่เวิร์ก?
(และจะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนเวิร์ก)
มีใครเป็นบ้างครับ
มีไอเดียลงโพสต์
สร้าง Product
ทำโฆษณา
ทำธุรกิจ
แต่พอเอาไปลองทำจริงสักพักแล้วกลับไม่เวิร์กเท่าไหร่
ขอชมก่อนเลยว่า แค่เอาไปลองทำจริงได้ก็น่าชมแล้ว
อย่างน้อยก็ได้เริ่ม
ทีนี้ลำดับถัดมาคือ เราอาจอยากมีเข็มทิศเพื่อช่วยกลั่นกรองไอเดียสักหน่อย
เพื่อจะตอบคำถามนี้ ผมจะเอาศาสตร์ของการแต่งเรื่องราวมาเล่าให้ฟัง
รู้จัก Three-act Story Structure ไหมครับ?
(ผมเขียนนิยายแฟนตาซีครับ 555+)
แปลเป็นภาษาไทยบ้าน ๆ มันคือรูปแบบการเขียนโครงเรื่องแบบหนึ่ง ที่เราแบ่งเรื่องราวออกเป็นสามส่วน
ตั้งต้นเรื่อง (Setup)
แสดงถึงชีวิตวันหนึ่งตามปกติของตัวละครเอก โลกที่เขาอยู่ ความสัมพันธ์ที่เขามี
กลางเรื่อง (Confrontation)
มีเหตุการณ์อะไรสักอย่างมาทำให้ชีวิตพระเอกเปลี่ยนไป
(ตลอดกาล?)
ตัวเอกก็เลยต้องลุกขึ้นสู้ หรือลงมือทำอะไรสักอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ถ้าเรื่องมีตัวร้าย มันก็จะโผล่มาโชว์พาวอย่างเท่
ท้ายเรื่อง (Resolution)
จุดปิดเรื่อง
ตรงนี้จะมีบทสรุปอะไรหลายอย่าง เช่น ตัวร้ายม่องเท่ง พระเอกตระหนักรู้ถึงบทเรียนบางอย่าง เป็นต้น
ทีนี้ความสนุก
(และความฉิบหาย)
ของการแต่งเรื่องเรื่องหนึ่งก็คือ เวลาเรามีไอเดียอะไรขึ้นมา มันจะโผล่มาแบบลอย ๆ
เช่น
อยากให้พ่อแม่พระเอกโดนตัวร้ายฆ่า
อยากให้ตัวร้ายมีประวัติว่าเคยเป็นฮีโร่มาก่อน
อยากให้ทุกคนในโลกนิยายของเราบินได้
ไอเดียมันไหลมาทั้ง ๆ อย่างนั้น แต่มันไม่เคยมีป้ายกำกับมาบอกว่า
“แล้วกูเอาไอ้สิ่งนี้ไปใส่ตรงไหนของเรื่องวะ แล้วใส่ยังไง?”
เห็นภาพปะ 5555+
ดังนั้น นี่เป็นงานอดิเรกหนึ่งที่คุณต้องมานั่งลำดับเหตุการณ์ยาวเหยียดและหลายชั้นมาก
คุณต้องคิดว่า
อะไรบ้างต้องถูกเล่า
เล่าเมื่อไหร่ของเรื่อง
สำคัญยังไง
ผูกปม/ปิดปมที่ปูไว้ยังไง
อะไรไม่ต้องถูกเล่า และบอกคนอ่านเป็นนัยดีกว่า
เพราะคนอ่านไม่ได้โง่ครับ
ถ้าเขาได้คำตอบทุกอย่างเร็วเกินไป เขาจะหมดความสนใจ
คนคนหนึ่งไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นก็ได้
แต่ผมจะบอกว่าโครงสร้าง
ต้นเรื่อง-กลางเรื่อง-จบเรื่อง
นี้เอาไปใช้ในชีวิตได้จริง ๆ
เอาล่ะ เรามาลองกัน
จริง ๆ แล้วทุกไอเดียของคุณอาจไม่ได้แย่เลย
และข้อพิสูจน์ง่าย ๆ ของเรื่องนี้คือ คุณรู้สึกตื่นเต้นกับมันและคิดว่ามันเป็นไปได้
แค่นั้นก็แสดงว่ามันเป็นไอเดียที่วิเศษมากแล้ว
ผมจะยกตัวอย่างที่เป็นที่นิยมและคนอาจมองข้ามแล้วกัน
คุณลองเอาไปคิดกับไอเดียของคุณดู
“ทำคลิปตลกสิ คนชอบดูเยอะ”
คือมันก็มีคนที่พอทำออกมาแล้วคนดูเยอะจริง ๆ
ปัญหาคือ ถ้าอยากทำให้มันเป็นธุรกิจ
เราเอามันมาใช้หาเงินยังไงล่ะทีนี้?
กรณีนี้ ถ้าให้เทียบ มันอาจเป็นกลางเรื่องที่แข็งแรงได้ ถ้าคุณขายบัตรรายการตลก
แต่ส่วนมากแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นนี่สิ
ปัญหามันอยู่ที่คุณไม่ได้ใส่ใจกับต้นเรื่องและตอนจบเรื่องมาตั้งแต่ตอนเริ่มทำแล้ว
คุณเป็นใคร
จะขายอะไรให้ใคร
ทำไมคนถึงน่าจะอยากซื้อจากคุณ
(ต้นเรื่อง)
ขายอะไร
ต้องการเงินเยอะขนาดไหน
เอาเงินไปทำอะไร
(จบเรื่อง)
ถ้าคิดมาแล้ว คุณอาจจะเริ่มเห็นปัญหา
คือคนบางคนให้ความสำคัญกับว่าจะใช้ AI ทำคลิปยังไงให้ Automate คลิปใหม่ได้ทุกวัน
มันเป็นกลางเรื่องที่ดีนะ
แต่บางทีต้นเรื่องยังไม่มีเลย
เขายังไม่ชัดกับเป้าหมายด้วยซ้ำว่าทำคลิปไปทำไม
แล้วจะทำคลิปอะไรเพื่อตอบสนองเป้าหมายนั้น
หรือจริง ๆ ควรทำ Content ประเภทอื่นดีกว่า?
สรุป
ไอเดียใด ๆ ก็ตามที่คุณมี อย่างน้อยคุณควรระบุได้ว่ามันอยู่ตรงไหนในชีวิตคุณ
คุณจะได้ลำดับได้ว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่
ไม่ทำอะไรเมื่อไหร่
อันไหนเป็นเหตุ
อันไหนเป็นผล
และนั่นเองจะเป็นตัวกำหนดว่าไอเดียไหนดี ใช้กับคุณได้ และคุณก็อยากใช้มันด้วย
ไม่ใช่ว่าคนอื่นทำแล้วดี แล้วมันจะดีกับคุณเสมอไป
ถ้าทำได้ ไอเดียของคุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตคุณ ที่มีการลงมือทำและจับต้องได้
และต่อให้มันยังไม่เห็นผลในวันนี้ พอขยันทำไปนานพอ ปมต่าง ๆ ก็อาจถูกผูกเข้าหากันเองอย่างเป็นธรรมชาติ
เสริมอีกนิด
หลายคนคิดว่าตอนจบเรื่องสำคัญที่สุด แต่ผมมองว่าต้นเรื่องสำคัญที่สุดครับ
เช่นเดียวกับการแต่งนิยายใด ๆ
ตัวละคร
อดีตของตัวละคร
โลกที่ตัวละครอยู่
เป็นตัวกำหนดเสมอว่า เรื่องราวแบบไหนบ้างที่จะเป็นไปได้ เรื่องไหนเป็นไปไม่ได้ และเรื่องไหนที่เราอยากให้เป็น
เพราะงั้น การหมั่นทำความเข้าใจตัวเองในปัจจุบัน และพัฒนาตัวเองจากการทำ Habit เล็ก ๆ ที่ตรงกับเป้าหมายระยะยาวซ้ำ ๆ
ถึงเป็นรากฐานที่แข็งแรงที่สุด
ผมเดาว่า คนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง หลายคนอาจมีกลางเรื่องและตอนจบเรื่องที่คนอื่นมองว่าดีครับ
แต่น่าเสียดายที่ต้นเรื่องของเขาไม่แข็งแรง
ตัวเขาเองเลยไม่สามารถมองเห็น ‘ความสุข’ ในเรื่องราวความสำเร็จของตัวเองได้
การต้องทำสิ่งที่คนอื่นมองว่า ‘ดี’ เพื่อให้คนอื่นชื่นชมต่อไป ทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจตัวเอง
ถ้าทำไปเรื่อย ๆ มันก็เปรียบเสมือนคุก
มันเป็นแผลใจที่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น
ลึก ๆ แล้ว คนเหล่านี้อาจแค่อยากบอกใครสักคนว่า
คนที่อยู่บนเวทีกับตัวเขาจริง ๆ เป็นคนละคนกัน
เขาแค่อยากให้ใครสักคนรักเขา ในแบบที่เขาอยากจะเป็น
ขอให้ทุกคนได้เขียนความสำเร็จที่ตัวเองต้องการครับ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ