สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

น้ำท่วมจะแย่ลงทุกปี??

(จนกว่าจะมีคนเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ทางธุรกิจหรือการเมืองได้?)

ผมสวดมนต์ไปขับรถไปเมื่อวาน
น้ำกินรถผมไปเกินครึ่งล้อแล้ว
ถ้าท่วมสูงขึ้นอีกนิดวันนี้ไม่น่ามีบทความ 55555+

พอรอดมาได้
ผมฉุกคิดขึ้นมาว่าปัญหานี้อยู่กับคนไทยมาหลายปีมากๆ แล้ว
ทุกๆ ปีก็สร้างความเสียหายเกินคำบรรยายกับชาวบ้านและครัวเรือนแบบกู้ไม่กลับ

พอมองไปรอบๆ จริงๆ ปัญหานี้มีประเทศที่เจอศึกหนักมาก่อนเรา

โตเกียวเจอปัญหาพื้นดินต่ำกว่าระดับน้ำทะเล หรือปัญหาพื้นทรุดจากการสูบน้ำใต้ดินเพื่ออุตสาหกรรมในระดับที่เลวร้ายกว่าเรามาก

เนเธอร์แลนด์สูญเสียไปกว่า 1,800 ชีวิตเมื่อปี 1953 จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่

ลอนดอนเองก็มีเคสคล้ายๆ กัน

สามประเทศนี้ต่อมา จึงออกแบบและสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่ช่วยลดและจัดการความเสี่ยงได้ในระยะยาว

จากอีกมุม นี่อาจเป็นเพียงปัญหาทางวิศวกรรมปัญหาหนึ่งที่ใช้งบมหาศาล
งั้นทำไมประเทศเราที่กู้เงินเอาๆ ถึงไม่ลอกการบ้านประเทศอื่นและแก้ปัญหานี้ล่ะ?

#มาลองเข้าใจปัญหานี้กัน

1) ปัญหานี้อาจไม่ใช่ปัญหาวิศวกรรมอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาการเมืองด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก่อนคือ ทั้งสามประเทศที่ผมบอกว่าเคยเจอปัญหาแบบนี้มีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

อย่างหนึ่งเลยคือกฎหมาย/มาตรการบางอย่างมีอายุยืนกว่ารัฐบาล
เนเธอร์แลนด์ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างและพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วม

ญี่ปุ่นมีมาตรการควบคุมการสูบน้ำใต้ดินเพื่อแก้ปัญหาพื้นทรุดต่อเนื่องมาหลายสิบปี

ต่อให้รัฐบาลเปลี่ยนกี่ชุด หรือต่อให้หมุนเร็วทุก 4 ปีแบบบ้านเรา
โปรเจกต์เหล่านี้ถูกทำให้เป็นกฎหมาย เป็นข้อบังคับ เป็นสิ่งที่จะต้องถูกส่งและสานต่อ ถูกจัดให้เป็นหน้าที่ที่ต้องถูกจัดการและรับผิดชอบ

2) ประเทศเหล่านี้มีหน่วยงานท้องถิ่นที่มีอำนาจและมีกำลังเงินจริงๆ

เขาเก็บภาษีเยอะกว่าบ้านเรา
แต่ถ้าปัญหาพวกนี้เขาแก้ไม่ได้ โทษทุกอย่างก็จะไปตกที่หน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบเช่นกัน

ถึงเราจะเป็นประชาธิปไตย แต่การตัดสินใจและทรัพยากรหลายอย่างยังเชื่อมโยงกับรัฐบาลกลาง

คุณลองจินตนาการว่าเราจะบอกให้ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ว่าเขตมาจัดการกับปัญหาพวกนี้สิ
เขาไม่มีทรัพยากรพอแน่นอน

หรือต่อให้มี เขาก็ต้องคิดดีๆ ว่าเงินตรงนี้จะไปลงกับเรื่องนี้เท่าไหร่ดี
เพราะโครงการพวกนี้บางอย่างต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปี

งานศึกษาของ World Bank ก็ชี้ว่าท้องถิ่นไทยยังมีข้อจำกัดทั้งด้านอำนาจตามกฎหมาย งบประมาณ และความสามารถทางเทคนิค ขณะที่การจัดการน้ำยังเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและมีปัญหาเรื่องการประสานงานกันอยู่

โครงสร้างของเราจึงอาจเอื้อให้คนหลายฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน
แต่กลับยากที่จะเห็นเจ้าภาพคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบปัญหาทั้งก้อน

3) กฎหมายและบุคลากรคุมเข้ม

กรณีของญี่ปุ่น เขามีมาตรการควบคุมการสูบน้ำใต้ดินจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาพื้นทรุด

ของเราคำถามจึงอาจไม่ได้มีแค่ว่า
“เราจะสร้างระบบระบายน้ำเพิ่มได้ไหม?”
แต่อาจต้องถามด้วยว่า
มาตรการที่เรามีอยู่ตอนนี้ควบคุมพฤติกรรมที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้มากแค่ไหนและใครมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้กันแน่

มองมุมนึงก็คือ ถ้าเราต้องเลือกว่าจะเอาทรัพยากรไปแก้ปัญหาตรงไหนก่อน
บางครั้งการแก้เฉพาะจุดที่ช่วยลดความเสียหายได้ทันที
มันก็อาจง่ายกว่าการลงทุนสร้างระบบจัดการน้ำทั้งระบบที่ต้องใช้เวลาหลายปี

#จากความเข้าใจนี้

ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่ปัญหาทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว
แต่มันมีปัจจัยที่เป็นปัญหาทางการเมืองและธุรกิจพ่วงมาด้วย

การแก้ปัญหาระยะยาวอาจต้องอาศัยการตัดสินใจที่ต่อเนื่องกว่ารอบเวลาของรัฐบาลหนึ่งชุด รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบให้ชัดเจน

การทำถนน ยกพื้นในบางพื้นที่ และยอมให้บางพื้นที่ท่วม
อาจถูกมองว่าง่ายกว่าการรื้อทุกอย่างมาทำเป็นโปรเจกต์หลักสิบปี

อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีคนเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ทางธุรกิจหรือการเมืองได้
มันถึงคุ้มค่าพอที่จะทำ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ