สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

“พรุ่งนี้กูจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่” (แต่ไม่เคยเปลี่ยนได้?)

น่าจะมีใครหลายคนเคยบอกกับตัวเองประมาณนี้
ผ่านไปปีหนึ่ง มันกลับกลายเป็นอีกเรื่องที่เรานึกขึ้นได้ว่า ทำไมยังไม่ได้ทำ
วันนี้เราจะมาแก้ปัญหานี้กัน
รู้ไหมว่าสมองของเราเกลียดการเปลี่ยนแปลง
มัน(เชื่อว่ามัน)ใช้พลังงานเยอะ
มันอยากทำอย่างเดิมซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จะได้ปิดสมองและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเคยชินได้
เพราะงั้น ต่อให้คนคนหนึ่ง ‘รู้’ ว่าอะไรดี ไม่ได้แปลว่าเขาจะยอมทำมันเสมอไป
อย่างอ่านหนังสือ
ไปวิ่ง
ดื่มน้ำสองขวดใหญ่ ๆ
สำหรับคนบางคน มันเป็นยาขมดี ๆ นี่เอง
และจริง ๆ มันเป็นวิธีเดียวกันกับที่เราหลายคนใช้สอนเด็กเล็กอยู่เลย
เราแค่ทำให้ตัวเองเชื่อว่ามันง่ายพอ และมีรางวัลที่คุ้มค่ามาก ๆ รออยู่
(ฮั่นแน่ พอได้ยินอย่างนี้แล้ว ต้องฟังดูไม่ง่ายเท่าไหร่แน่ ๆ 5555+)
ส่วนที่ยากคือสมองไม่ได้โง่ครับ

มนุษย์ทุกคนถือความเชื่อชุดหนึ่งอยู่ มันจะมีสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และสิ่งที่จำว่าเป็นยาขมมาก ๆ
เพราะงั้น เราต้องสร้างวิธีที่ตัวคุณเองจะ ‘ลอง’ เชื่อมันได้
ยกตัวอย่าง
น้องของผมเขาอยากเก่งภาษาอังกฤษ
ผมก็เลยชวนเขามาเล่นเกมที่มีชาวต่างชาติเป็นศัตรู
ทีนี้พอศัตรูที่ว่าพิมพ์มาล้อเลียนน้องของผม น้องผมก็ถามผมว่ามันแปลว่าอะไรวะ
พอผมบอกไป น้องผมอยากด่ามันกลับจนตัวสั่น
เท่านั้นแหละ น้องผมก็พยายามพิมพ์มาประโยคหนึ่ง แล้วถามผมว่าพิมพ์แบบนี้ถูกไหม (เกมนี้ ถ้าพิมพ์อังกฤษผิดมักจะโดนล้อ555+)
ผมแก้เสร็จก็ยกไฟเขียวให้น้องกด Enter เลย
น้องผมได้ใจสุด ๆ
และผ่านไป 2–3 ปี ผมว่าตอนนี้มันเก่งอังกฤษแล้ว พิมพ์ด่าจนฝั่งตรงข้ามกดออกเกมไปเลย
สังเกตว่าผมไม่เคยชวนน้องมาฝึกภาษาอังกฤษ และผมรู้ว่าน้องชอบเล่นเกมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ฟังดูง่ายใช่ปะ?
ในกระบวนการนี้มันมีอยู่สองส่วน

1) ค่าแรกเข้า
เวลาสมองเราเจออะไรก็ตาม มันจะใช้ความเชื่อที่มีมาประเมินว่าสิ่งนี้ใช้พลังงานสมองเยอะหรือเปล่า
อารมณ์ว่าต้องจ่ายพลังงานที่เป็น ‘ค่าแรกเข้า’ ในการทำกิจกรรมนี้เท่าไหร่
เพราะงั้น คุณต้องทำให้สิ่งที่คุณอยากจะเปิดใจทำมีค่าแรกเข้าที่ต่ำลง จนคนรู้สึกว่า
‘ง่ายว่ะ’
เช่น คนบางคนไม่ชอบกินผักเอามาก ๆ
ถ้าคุณบอกเขาว่าต้องกินผักทุกวัน ต้องกินเท่าไหร่ และมันดีต่อสุขภาพยังไง เขาจะแทบหูดับทันที เพราะเขาไม่อยากฟัง
ค่าแรกเข้าสูงปรี๊ด
แต่ถ้าคุณบอกเขาว่า
ชอบกินไก่เหรอ? เคยลองกินอกไก่กับซีซาร์สลัดไหม มันทำให้ไก่อร่อยขึ้นมาก แบบกรุบ ๆ หน่อย แล้วมันเป็นผักที่แทบไม่รู้สึกถึงรสผักเลย ถ้าลองแล้วไม่ชอบ ไม่ต้องกินก็ได้ สถานการณ์แทบจะเปลี่ยนไปทันที
ถ้าเขาชอบ
เขาอาจจะสั่งกินเองหลังจากนั้น
เขาอาจไม่ชอบผักเหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นเมนูชื่อ
อกไก่ซีซาร์สลัด
สมองของเขาจะ ‘จำ’ แล้วว่าเมนูนี้อร่อย กินได้
ทริคของอันนี้การหากิจกรรมที่ผูกสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วกับสิ่งที่อยากลอง แต่ไม่เคยเริ่มไว้ด้วยกัน
เพราะถึงผักจะรสชาติแย่ยังไง
ยังไงก็ลองแค่คำเดียว
และในคำนั้นก็มีไก่อยู่ด้วย

2) รางวัล
สมองต้องการรางวัลที่คู่ควรกับทุกอย่างที่มันทำ
ถ้ารางวัลไม่พอหรือได้ผลลัพธ์เป็นลบ มันจะไม่อยากกลับไปทำอีก
อารมณ์เหมือนที่เราให้เด็กทำการบ้านให้เสร็จ แล้วจะได้ลูกอม
เพียงแต่สิ่งที่หลายคนอาจพยายามทำ คือการผูกกิจกรรมบางอย่างไว้กับรางวัลที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
เช่น ถ้าเราไปวิ่ง เราจะพาตัวเองไปดูหนังเป็นรางวัล
สิ่งนี้ไม่ได้ผิด และมีคนทำได้จริง
แต่ผมเชื่อว่ามีคนเคยลองทำแล้วไม่เวิร์ก ผมเลยจะนำเสนอมันอีกแบบ
ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดูหนังและไปดูเป็นประจำอยู่แล้ว ต่อให้คุณไม่ไปวิ่ง ปกติคุณก็จะไปดูหนังอยู่ดี
สมองจะขัดขืนทันที
“ปกติกูไม่เห็นต้องไปวิ่ง ก็ไปดูหนังได้นี่นา”
ดังนั้น ถ้าอยากสร้างนิสัย เราจึงควรสร้างความสัมพันธ์ที่ ‘จริง’ ระหว่างกิจกรรมที่อยากทำกับรางวัล
ยกตัวอย่างเช่น
จากไปวิ่งแล้วได้ไปดูหนัง
เปลี่ยนเป็นไปวิ่งแล้วได้เจอเพื่อนที่จะนัดไปวิ่งด้วยกัน
(และอาจดูหนังกับเพื่อนหลังจากนั้น?)
คนที่อยากเจอเพื่อนอยู่แล้วจะมีแรงจูงใจทันที

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ
ถึงแต่ละคนจะมีรางวัลที่ต้องการต่างกัน
แต่ถ้าสมองจำได้ว่าอะไรทำง่ายหรือให้รางวัลเยอะ
หรือไม่ก็ทั้งคู่
มันจะชวนตัวเองกลับมาทำแล้วทำอีก

หลายคนไม่เริ่มอะไรใหม่ เพราะบอกว่าไม่มีเวลา
แต่จริง ๆ การลองบางอย่างมันแค่ 5 นาทีเอง
สมองมันอ้างว่ามีสิ่งที่อยากทำและต้องทำจนเต็มเวลาแค่เพราะมันอยากประหยัดพลังงาน และไม่ต้องการมานั่งคิดหรือปรับตัวกับสิ่งใหม่ ๆ
บางครั้ง การลองอะไรแค่ 5 นาที อาจพาคุณไปค้นพบสิ่งที่คุณอยากทำทุกวัน
แล้วพอผ่านไป 100 วัน คุณอาจกลายเป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นไปแบบงง ๆ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ