เมื่อถูกไล่ออกจากบริษัทตัวเอง เราเอาอะไรไปด้วยได้บ้างนะ?
อาทิตย์หน้า ผมจะมีแวบไปดูธุรกิจที่ไม่เกี่ยวอะไรกับที่ตัวเองทำเลย
มันทำให้คิดได้เหมือนกันว่าข้อได้เปรียบหลายๆ อย่างที่เรามีจากการอยู่บริษัทเดิม มันไม่ได้ตามเราไปด้วยนะ
ตำแหน่ง
เงินเดือน
คนรอบตัว
ความรู้เฉพาะธุรกิจก็เอาไปใช้ไม่ได้
เหมือนมาตัวเปล่าเลย
การจะเดินเข้าไปในบริษัทบริษัทหนึ่ง ทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักธุรกิจนั้นเลย
เราเหลืออะไรมาจากบริษัทที่แล้วบ้างนะ?
#มาลองเข้าใจปัญหานี้กัน
เมื่อวานผมคุยกับว่าที่ลูกค้า
แล้วก็ทำการบ้านล่วงหน้านิดหน่อย
ที่น่าตกใจคือแนวคิดในการทำการบ้านของตัวเอง
พอทำเสร็จ ผมมานั่งอ่านแล้วก็คิดว่า
ผมกลายเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ผมไม่ได้นึกว่าจะต้องสร้าง Automation อะไร
หรือจะใช้ AI ไหม
มันคล้ายๆ ว่าสิ่งที่ตัวเองผ่านมาเป็นครูและหล่อหลอมวิธีคิดอีกแบบ
คำถามแรกๆ ที่ผมสนใจกลับเป็น
“บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำกำไรได้ไหม?”
“ถ้าได้ มีการปล่อยเครดิตหรือมีโอกาสมีปัญหา Cash Flow ไหม?”
“ถ้าไม่ได้ จะยืนระยะอยู่ได้อีกกี่ปี และทำได้ยังไง? เพราะกู้มาเกินตัว? หรือกินทุนเก่า?”
มันทำให้ผมสนใจขึ้นมาว่า
การลาออกจากงานไม่ได้เอาไปจากเราทุกอย่าง
ความใส่ใจที่เราให้กับงาน มันกลับมาที่ตัวเราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ
และเพราะทุกๆ บริษัทเองก็เป็น ‘ธุรกิจ’ บางอย่าง
ยังไงมันก็มีอะไรเอาไปใช้ได้หรือเปล่า
ผมมีคำเปรียบเปรยหนึ่งที่นึกออก หลังจากอ่านหนังสือของ Tony Fadell
ลองนึกว่าผู้บริหารเป็นกัปตันเรือ
ที่จะต้องพาเรือที่ชื่อ ‘ธุรกิจ’ ไปตามเป้าหมายหรือ ‘เกาะ’ ต่างๆ
ถ้าพนักงานคือคนที่วิดน้ำอยู่ใต้ท้องเรือ
เขาอาจไม่รู้ว่างานของตัวเองเกี่ยวข้องกับเรือทั้งลำยังไง
จนวันหนึ่งเรือแม่งล่มจริงๆ
ที่ผมจะบอกคือ
ผมคิดว่าไม่ใช่ทุกทักษะจะข้ามย้ายได้หรือจะมีมูลค่าสูง
แต่ลองคิดดูว่าจุดที่ต่างระหว่างคนที่เริ่มจาก 0 ตอนเปลี่ยนงาน
กับคนที่พอรู้แล้วว่าจะต้องมองหาอะไรก่อน
อาจเป็น ความเร็วในการเข้าใจว่าเรือลำนี้กำลังแล่นไปไหน
และสิ่งที่ตัวเองกำลังทำเกี่ยวข้องกับมันยังไง
#จากความเข้าใจนี้
การเริ่มมองเห็นภาพที่ใหญ่กว่างานตรงหน้าของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตไปสู่บทบาทที่ใหญ่ขึ้น
และจริงๆ ผมมองว่าหลายทีมันไม่ใช่แค่ว่าเงยหน้ามา เข้าใจ แล้วจบด้วย
ปัญหาที่ผมเคยเจอมาจริงๆ
เจ็บมาจริงๆ
ผมจะจำจริงๆ
ตอนแรกผมก็คิดว่าผมจะทำงานใหม่นี้ได้ดีไหมนะ
แต่พอได้เริ่ม
ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมไวต่อบางอย่างขนาดไหน
มองหาอะไรก่อนไปโดยธรรมชาติ
ไม่ใช่ว่ามันจะถูกไปทุกเรื่อง
หรือเอาไปปรับใช้ได้ทุกอย่าง
แต่มันมีอะไรที่ใช้ได้แน่ๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว
ผมกำลังมอง ‘ธุรกิจหนึ่ง’
ที่งานทุกงานไม่ได้จบแค่ทำจบ
แต่ต้องตอบได้ตั้งแต่ก่อนทำว่าทำไปทำไม
ถ้าเลิกทำไปเลย บริษัทเสียหายจริงหรอ?
มันทำให้ผมรู้เลยว่า
ถ้าถูกไล่ออกจากบริษัทตัวเอง
ผมไม่ได้ตัวเปล่าแล้ว
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ