สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

อย่าปล่อยให้น้ำท่วมครั้งนี้เป็นแค่อีกครั้ง

ที่คุณ ‘ทนรอ’ ให้น้ำลง

ตอนช่วงโควิดหลายปีก่อน ผมมีแวะไปเที่ยวพัทยากับครอบครัว
ช่วงนั้น ร้านอาหารประจำที่ชอบแวะเวียนไปกินปลาราดพริกอยู่เรื่อยๆ ปิดซะงั้น

แต่ไม่ได้ปิดเพราะเจ๊งนะครับ
เขาปิดซ่อมบำรุงร้าน

ในตอนนั้นผมก็งงๆ ว่าทำไมมารีโนเวทเอาตอนนั้น
พอนึกย้อนกลับไปก็นึกได้ว่า จริงๆ มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะก็ได้นะ

ตอนนั้นท่องเที่ยวแย่
ลูกค้าน้อยกว่าปกติมาก

ถ้าจะปรับปรุงร้านโดยไม่กระทบยอดขาย
ทำตอนช่วงวิกฤตที่ไม่มีลูกค้าก็ดีนะ
และถ้าเรามองย้อนกลับมาที่น้ำท่วมตอนนี้
ลักษณะก็อาจจะคล้ายๆ กันก็ได้

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจหรืองานประจำ เวลาเกิดวิกฤตขึ้น
ถ้าเราไม่มองเป็นความโชคร้ายที่ต้องทนให้ผ่านไปให้ได้เพียงอย่างเดียว
เราอาจจะมองหาโอกาสหรือบทเรียนบางอย่างที่ไม่สามารถหาเจอได้ในวันธรรมดาๆ

#มาลองเข้าใจปัญหานี้กัน

คนจำนวนหนึ่งเรียก ‘วิกฤต’ ด้วยขอบเขตที่ว่า
'เป็นความโชคร้ายบางอย่างที่จะเกิดขึ้นชั่วคราว
แค่ ‘รอ’ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง'

เพียงแต่มันมีคนอีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน
ที่มองมันเป็นโอกาสและสร้างบางอย่างขึ้นมาตอบสนองกับมัน

ดังนั้น ต่อให้วิกฤตผ่านพ้นไป
โรคระบาดอาจจบ
น้ำที่ท่วมๆ อยู่อาจลง
แต่บางอย่างมักจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

เหมือนที่ผมเองจำความรู้สึกตอนที่ตัวเองไม่เคยมีโทรศัพท์ไม่ได้แล้ว

คนมีอายุรอบตัวผมใช้ชีวิตโดยไม่มีแอปพลิเคชันสั่งอาหารไม่ได้

ร้านค้าในซอยบางร้านที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องขยายผล
ขายดีกว่าร้านค้าริมถนนที่ยังรอเศรษฐกิจดีขึ้น

บางที นั่นคือ ‘ผล’ ของการตอบสนองของคนบางกลุ่มที่มีต่อวิกฤต

และจริงๆ ทุกๆ คนก็ทำได้
แค่ลองจับสังเกตดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองในช่วงวิกฤตบ้าง

เสียหายกับอะไร?
น้ำท่วมบ้าน?
หาอาหารลำบาก?

อะไรบ้างที่คุณคิดขึ้นมาได้ว่าสำคัญกับคุณ
ขณะที่คุณเจอวิกฤต?

คุณนึกถึงใครเวลาเดือดร้อน?
ใครช่วยคุณ?
ใครขอความช่วยเหลือแล้วเขาไม่ช่วย?
แล้วคุณรู้สึกยังไง?

มันอาจฟังดูเป็นคำถามง่ายๆ
แต่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ยืนยาวมักเริ่มจากคำถามพวกนี้แหละ
การออกแบบทางแก้ไขปัญหาเป็น ‘ผล’ ที่ตามมา

#จากความเข้าใจนี้

ครั้งหน้า มันอาจจะควบคุมได้ก็ได้
ผมไม่ได้หมายถึงน้ำท่วมนะ

แต่เป็นคุณที่รู้ว่าถ้าน้ำท่วมจะอพยพไปอยู่ไหน
จะเอาอาหารจากไหนมาตุน
จะไปขอใครพักพิงหรือเปล่า
จะทำยังไงให้เสียเงินน้อยลง
แบกรับค่าใช้จ่ายได้
หรือเริ่มสังเกตหาสัญญาณของปัญหาตั้งแต่ตอนมันเริ่มเกิด
( หรีือไปตาม ที'ลมฟ้าอากาศ!? 555555+)

จริงๆ ในชีวิต ผมมองว่า
ถ้าผมไม่เจอปัญหาหรือวิกฤตที่ใหญ่พอ
ผมจะไม่รู้เลยว่าอะไรในชีวิตที่มีค่ากับผมบ้าง

สถานการณ์แบบนี้แหละ
ที่ทำให้ใครบางคนอยากจะรับผิดชอบต่อปัญหา
ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ก่อ
เพราะเขารู้แล้วว่าเขาอยากปกป้องอะไรในชีวิตของเขาบ้าง

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ