สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

ลูกไม่ยอมกลับมาทำธุรกิจที่บ้าน

(และอยากไปทำอย่างอื่น)

ผมเห็นพ่อแม่หลายคนกลุ้มอกกลุ้มใจว่าลูกจะกลับมาทำธุรกิจที่บ้านไหม
พอคุยกับลูก หลายคนก็พบว่าลูกอยากขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เป็นนักร้อง หรืออยากเป็นสตรีมเมอร์เกม

พ่อแม่หลายคนมองว่างานเหล่านี้ไม่มั่นคง กังวลว่าจะหาเงินพอใช้ไหม ดูแลตัวเองได้หรือเปล่า
และที่สำคัญคือ พ่อแม่ไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับธุรกิจที่บ้านต่อ ถ้าลูกไม่กลับมาทำ
หลายครั้ง ปัญหานี้จึงนำไปสู่การทะเลาะกันภายในครอบครัว
วันนี้ผมจะลองมาพูดถึงปัญหานี้ดู

รู้ไหมว่า ธุรกิจของคนรุ่นก่อนเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
‘เรามีอะไรให้ทำบ้าง?’
แต่ธุรกิจของคนรุ่นนี้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า
‘เราจะทำสิ่งนี้ไปทำไม?’
20 ปีก่อน ออเดอร์แรกของบริษัทพ่อผมเข้ามาทางเครื่อง Fax
ไม่มี Social Media ให้ดูว่ามีใครประกอบอาชีพอะไรบ้าง
ไม่มีใครมาโพสต์ว่าเป็น Freelance ดียังไง
มีโทรศัพท์สำนักงานก็ถือว่าหรูแล้ว
ผู้คนหางานจากใบปลิวที่แปะตามเสาไฟฟ้า หรือไม่ก็ผ่าน Connection
เพราะงั้น อะไรที่หาเงินได้ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว
แต่ตอนนี้ ทุกอาชีพที่คุณทำเหมือนมีคะแนนแปะอยู่บนหน้าผาก
ไม่ใช่เพราะคนสมัยก่อนไม่เปรียบเทียบกัน
แต่เป็นเพราะสมัยก่อน ผู้คนไม่ได้เข้าถึงความคิดเห็นของคนที่อยู่อีกฟากของประเทศได้รวดเร็วขนาดนี้

ทีนี้ หนึ่งในค่านิยมที่ฝังอยู่ในหัวเด็กรุ่นใหม่ และเต็ม Social Media ไปหมด มักจะทำให้เด็กรู้สึกทำนองว่า
ตามความฝันของตัวเองสิ
ชีวิตเรา เราต้องมีอิสรภาพ
เพราะงั้น ผมอยากจะบอกว่า ยิ่งเราบังคับ ลูกส่วนมากก็จะยิ่งไม่อยากกลับมา

ถ้าอยากให้ลูกมา ลองถอยออกมาหนึ่งก้าวก่อน แล้วค่อย ๆ คิดครับ
สิ่งที่เราทำได้คือบอกเขาไปเลยว่า เราจะประคองธุรกิจนี้ไว้อีกนานแค่ไหน
และถ้าลูกไม่กลับมา เราจะเลิกหรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจเมื่อไหร่
อันนี้ไม่ใช่การขู่หรือล่อให้กลับมานะครับ
ฟังก่อน

มันคือการทำให้ตัวคุณเองชัดเจนว่า ถ้าลูกไม่กลับมาทำจริง ๆ คุณจะเอายังไงกับชีวิตของตัวเองต่อ

ทั้งนี้ เพื่อที่คุณจะได้สนับสนุนลูก และกำหนดทิศทางของครอบครัวกับทิศทางการหารายได้ได้อย่างชัดเจน

ลูกบางคนพอได้ลองทำสิ่งที่ฝันแล้วไม่เวิร์ก ก็กลับมาทำงานกับครอบครัวจริง ๆ
เพราะเขาเริ่มเห็นความสำคัญของเงิน และความยากในการหาเงินด้วยตัวเอง

เด็กสมัยนี้ต้องการรู้สึกว่าเขามีทางเลือกเสมอ
เขาต้องการตอบผู้คนรอบตัวได้ว่า ‘ทำไม’ เขาถึงเลือกทำสิ่งนั้น
เพราะงั้น คุณต้องทำให้เขารู้สึกว่ามีทางเลือก และทำให้ธุรกิจที่บ้านกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีครับ
เช่น บอกเขาว่า
บริษัทมีหลายแผนกนะ
ช่วงที่ยังหางานไม่ได้หรือกำลังร่อน Resume อยู่ มาลองทำที่บริษัทก่อนได้
เลือกได้เลยว่าอยากลองทำแผนกไหน จะได้รู้ว่าอะไรเหมาะกับตัวเอง
อย่าเพิ่งรีบนึกถึงเรื่องการรับช่วงต่อกิจการ
การที่ลูกจะหาความชอบในงานเจอ จนยอมทำในส่วนที่ตัวเองไม่ชอบได้
มันอาจต้องเริ่มจากการที่คุณให้ลูกมา ‘ลอง’ ทำงานในบริษัทสักพักก่อน
หลายครั้ง แค่เพราะพ่อแม่เป็นคนพูด ลูกก็ไม่อยากฟังแล้ว
ถ้าคุณรู้ว่าบ้านตัวเองเป็นแบบนั้น คุณอาจหาคนที่ลูกไว้ใจมาเป็นกระบอกเสียงให้ เขาอาจยอมฟังมากกว่า

แต่ทั้งนี้ พอลูกเข้ามาทำงานจริง ๆ คุณต้องให้อิสระในการทำงานกับเขามากพอ ให้พื้นที่เขาตัดสินใจ และทดลองทำสิ่งต่าง ๆ

คนรุ่นใหม่เวลาเข้ามา มักมีความคิดอยากเปลี่ยนอะไรเต็มไปหมด
หรือไม่ก็ทำอะไรต่างจากวิธีเดิม ๆ มาก
อาจเป็นเพราะเห็นคนอื่นในอินเทอร์เน็ตหรือ Social Media ทำแล้วเวิร์ก
หรืออาจเป็นเพราะตำราเรียนในมหาวิทยาลัยสอนมาแบบนั้น

ใช้ประสบการณ์ของคุณไตร่ตรองสิ่งที่เขาเสนอ
คุณห้ามเขาได้
แต่เวลาห้ามเขาทำอะไร คุณควรเสนอทางเลือกที่ทำได้ด้วย
หรืออย่างน้อย บอกเขาว่าไอเดียของเขาดียังไง แต่มีตรงไหนที่ยังใช้จริงไม่ได้

ให้เขาค่อย ๆ ซึมซับ และสนับสนุนให้เขาลองหาวิธีอื่นไปเรื่อย ๆ
ทำให้เขาเห็นว่าความคิดเห็นของเขาได้รับความสำคัญ

เพราะถ้าเขารู้สึกว่าเขาควบคุมอะไรไม่ได้เลย
เปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย
สร้างผลลัพธ์อะไรไม่ได้เลย
และมีแต่พ่อแม่ที่ถูกไปหมดทุกเรื่องในบริษัท
อยู่ไปนาน ๆ เขาจะสูญเสียทั้งความรักและความสนใจในงาน
เพราะเขารู้สึกว่าไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา

ส่วนหนึ่งที่ลูกหลายคนไม่อยากมาทำธุรกิจของพ่อแม่
เป็นเพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็มีคนมาบอกว่าผิดไปหมดทุกเรื่อง
และยิ่งถ้าทะเลาะกันอยู่เสมอ เขาก็จะยิ่งไม่อยากก้าวเท้าเข้ามาในธุรกิจครอบครัว
ในอีกมุมหนึ่ง เขาอาจแค่อยากไปอยู่ในที่ที่มีคนยอมรับเขา
มีคนปรบมือให้ผลงานของเขา
เพื่อนผมหลายคนเคยคิดจะกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน แต่ก็ไม่เคยกลับไปสักที
เพราะเขา ‘กลัว’ ว่ากลับไปแล้วจะทำอะไรไม่ได้
ความรู้ไม่พอ
พ่อแม่ไม่ยอมรับว่าเก่งพอ
etc.

หลายครั้ง เขาคิดแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น เพราะพ่อแม่ ‘กด’ เขาอยู่เสมอว่าเขาคิดผิดเรื่องอะไรบ้าง
พ่อแม่บางคนอาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังกดลูก
และอาจแค่อยากบอกความจริง
แต่ในโลกของลูก
เขาอาจถอยห่างจากพ่อแม่ เพียงเพราะอยากออกไปตามหาสถานที่ที่เขาจะได้เป็นคนที่ถูกบ้าง

เพราะงั้น บางครั้งวิธีการของเรา
ความสำเร็จของเรา
หรือความรู้สึกว่าลูกยังไร้เดียงสา..
แค่เราไม่พูด แล้วปล่อยให้เขาไปเจอด้วยตัวเอง
ลูกเราก็อาจโตขึ้นได้เอง

ลูกอาจใจร้อน
อยากได้ผลลัพธ์แบบก้าวกระโดดในระยะเวลาสั้น
ไม่คำนึงถึงความมั่นคง
ไม่เก็บรายละเอียดยิบย่อย
ไม่นึกถึงภาพลักษณ์ของบริษัท

ในฐานะ ‘ผู้ใหญ่’ คุณต้องใช้ประสบการณ์ช่วยควบคุมว่าอะไรที่ให้ลูกลองแล้วบริษัทไม่เสียหาย หรือเสียหายน้อย
ถ้ารับไหว ก็ให้เขาลองบ้างบางครั้ง
ถือเป็นบทเรียน
คิดเสียว่าจ่ายค่าเรียนให้ลูกเพิ่มอีกสักปีสองปีจะเป็นอะไร
(บางคนจ่ายมาทั้งชีวิตแล้ว 555+)

เพราะจริง ๆ แล้ว ลูกอาจไม่ได้ต้องการคำตอบจากคุณเสมอไป
เขาอาจแค่ต้องการพื้นที่ที่เขาจะได้เป็นเจ้าของทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จของตัวเอง

และสิ่งที่เขาอยากได้จากคุณ
อาจมีแค่กำลังใจในวันที่เขาล้ม (ไม่ใช่คำซ้ำเติม อารมณ์ว่ามึงเชื่อกูรึยัง)

ถ้าถามผม
ผมว่านั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทั้งอยากกลับมาทำธุรกิจครอบครัว
และยังรักครอบครัวอยู่ด้วยครับ

ถ้าชอบก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ