ต่อให้เราเปลี่ยนตัวเองไปแค่ไหน คนเxี้ยก็ยังเxี้ยเหมือนเดิม
ความสุขกับการทำงานไม่ได้มาคู่กันเสมอไป
ที่ไหนมันก็มีครับ
คนที่ชอบรวมหัวบูลลี่คนอื่นในที่ทำงาน
คนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับการพัฒนางาน
คนที่ชอบเคลมผลงานของคนอื่นเป็นของตัวเอง
คนที่ชอบเล่นพรรคเล่นพวก ซุบซิบนินทา
ต่อให้คุณหนีไปทำธุรกิจคนเดียวหรือเป็น Freelance
ถ้าธุรกิจคุณอยู่ได้นานพอ คุณก็จะเจอลูกค้าบ้าๆ บอๆ อยู่ดี
และนั่นถือเป็นโชคดีนะ
เพราะอย่างน้อยก็แปลว่าคุณหาลูกค้าได้ และอยู่มานานพอจะเริ่มเจอคนแบบนี้ 5555+
ทีนี้เวลามีคนมาบอกว่า
“เปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ ก็เปลี่ยนตัวเองสิ”
“ลองมองโลกในแง่ดีดู”
บลาๆๆ
คุณเคยสงสัยไหมว่าเขาพูดอะไรของเขา?
คือเราอาจจะเปลี่ยนตัวเองได้นะ
แต่คนที่สร้างปัญหาให้ผมมันไม่ได้เปลี่ยนตามด้วยนี่หว่า
แล้วเราต้องคิดบวกกับอะไร?
วันนี้ผมเลยอยากลองอธิบายคำว่า “เปลี่ยนตัวเอง” ในแบบที่ผมคิดว่าจับต้องได้มากกว่านั้นหน่อย
#มาเข้าใจปัญหานี้กัน
มีหลายประชุมที่ผมเบื่อมากๆๆๆๆๆๆๆ
โดยเฉพาะเวลามีคนทำผิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน คู่ค้า หรือแม้แต่ Supplier ก็ตาม
คือต่อให้คุณมีหลักฐานว่าใครบางคนทำอะไรผิด
เขาก็ยังหาทางเบี่ยงประเด็นไปได้เรื่อยๆ
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวคนเดียว
ที่ทุเรศที่สุดคือ
ต่อให้ใครบางคนยอมรับผิด ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะแก้มัน
แล้วเราจะทำยังไง?
คิดบวกเหรอ?
มองว่าเขาก็มีข้อดีเหมือนกันนะ ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย?
คือมันอาจจะจริงก็ได้
แต่ข้อดีของเขาไม่ได้ทำให้ปัญหาที่ผมกำลังเจออยู่หายไปนี่หว่า
ผมเลยเริ่มมองอีกแบบ
บางทีสิ่งที่เราทำได้อาจไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อคนคนนั้น
แต่อาจเป็นการหาว่าเรายังมีตัวเลือกอะไรเหลืออยู่บ้าง
สมมติว่าคุณต้องทำงานกับคนที่คุณไม่ชอบมากๆ
มันก็มีหลายทางพอสมควร
1) ลองคุยกันตรงๆ ก่อน
สุภาพไปเลย รับฟังเขา พยายามเข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่
แล้วก็บอกปัญหาที่คุณเจอให้เขาฟังตรงๆ
บางทีคนสองคนอาจไม่ได้ตั้งใจสร้างปัญหาให้กันด้วยซ้ำ แค่เข้าใจเรื่องเดียวกันคนละแบบ
ถ้าคุยแล้วเข้าใจกัน งานก็เดินต่อ
จบ
2) ถ้าคุยแล้วไม่จบ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันทุกเรื่อง
ถ้าทำไม่ได้ ยังไงมันก็เxี้ย
กูไม่เข้าใจ ไม่อยากเข้าใจแล้ว
งั้นลองเปลี่ยนเป็นแค่ฟังให้ได้เฉยๆ ดู
ตอบเท่าที่จำเป็น ทำงานส่วนของเราให้จบ แล้วแยกย้าย
เราไม่จำเป็นต้องชอบทุกคนที่เราทำงานด้วย
และก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกความขัดแย้งให้กลายเป็นสงครามด้วย
เพราะการสร้างศัตรูมันมีต้นทุนของมัน
ต่อให้ทั้งบริษัทเชื่อคุณและรวมหัวกันช่วยคุณ
อีกฝ่ายก็ยังสามารถไปพูดถึงคุณเสียๆ หายๆ ใน Social Media ได้อยู่ดี
คุณอาจเป็นฝ่ายถูกในเรื่องที่ทะเลาะกัน
แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะควบคุมเรื่องที่คนอื่นเอาไปเล่าต่อได้
เพราะงั้นบางครั้ง การไม่ไปต่อความยาวสาวความยืดอาจเป็นสิ่งที่ควรทำ
ไม่ใช่เพราะเรายอมแพ้
แต่เพราะระยะยาวๆ มันไม่คุ้มกัน
3) ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วงานไม่เดิน ก็ลองเปลี่ยนคนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วย
ผมว่ามันมีแนวโน้มที่จะมีคนอื่นเจอปัญหาคล้ายๆ เราเหมือนกัน
แต่ไม่จำเป็นต้องไปตั้งกลุ่มเกลียดใครนะ 5555+
ลองดูว่าในบรรดาคนที่เราทำงานด้วย
เราเข้ากันได้กับใคร?
คุยกับใครแล้วงานเดิน?
อยู่กับใครแล้วเราไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องเดิมๆ?
ก็ลองขยับไปอยู่กับคนพวกนั้นให้มากขึ้น
บางทีมันอาจเป็นแค่การขอย้ายโต๊ะ เพราะดันต้องนั่งใกล้คนที่เราไม่ชอบทุกวัน
บางทีก็ย้ายแผนกไปเลย
หรือถ้ามันเป็นปัญหาที่กระทบงานจริงๆ ก็อาจชวนคนที่เจอปัญหาเดียวกันไปคุยกับผู้บริหาร
ไม่ใช่เพื่อรุมใคร
แต่เพื่อหาว่าจะทำให้งานเดินต่อโดยไม่ต้องติดอยู่กับปัญหาเดิมได้ยังไง
และถ้าลองมาหลายทางแล้วมันยังไม่ไหว
สุดท้ายก็ยังมีทางเลือกอย่างการลาออก หรือเลิกทำงานนั้นซะ
ถ้าคุณเป็นพนักงานที่สร้างผลงาน มีประโยชน์ต่อบริษัท แต่มีปัญหาเรื่องคนจริงๆ
บางบริษัทอาจยอมช่วยหาทางออก เพราะเขาก็ไม่อยากเสียคนที่ทำงานได้ไปเหมือนกัน
แต่ก็ไม่ใช่ทุกบริษัทจะทำแบบนั้น
ส่วนถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ
เรื่องนี้อาจยิ่งยุ่งกว่าเดิมอีก
เพราะบางครั้งเราก็ต้องเก็บคนที่เราไม่ชอบในบางเรื่องไว้ให้งานเดิน
ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนดีหรือเราต้องชอบเขา
แต่เราต้องชั่งน้ำหนักว่า ถ้ายังต้องทำงานด้วยกันอยู่ เราจะจัดการความสัมพันธ์หรือวิธีทำงานยังไงไม่ให้มันกระทบส่วนอื่น
และถ้ามีทางเลือกอื่น เราจะเริ่มลองจากตรงไหนได้บ้าง?
#จากความเข้าใจนี้
ผมเลยเริ่มรู้สึกว่า
การมองโลกในแง่ดีที่ไม่มีการลงมือและทดลอง อาจเป็นแค่การพยายามทำตัวให้ชินชากับชีวิตที่เราไม่อยากใช้
เพราะถ้าเราเอาแต่บอกตัวเองว่า
ไม่เป็นไรหรอก
เขาก็เป็นแบบนี้แหละ
มองข้อดีเขาไว้
เดี๋ยวก็ชิน
สุดท้ายเราอาจจะชินจริงๆ ก็ได้
แต่ปัญหามันก็ยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม
ในทางกลับกัน
แค่คุณลองทำอะไรบางอย่างต่างจากเดิม
ลองคุยตรงๆ
ลองไม่ตอบโต้
ลองเปลี่ยนคนที่ทำงานด้วย
ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อม
ต่อให้มันไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ
อย่างน้อยคุณก็ได้รู้แล้วว่าอะไรใช้การได้ และอะไรไม่เวิร์คสำหรับคุณ
นี่ต่างหากที่ผมมองว่าเป็นการเริ่มเปลี่ยนตัวเอง
ไม่ใช่เปลี่ยนให้เราทนกับทุกอย่างได้เก่งขึ้น
แต่เปลี่ยนวิธีที่เราตอบสนองต่อสิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้
เพราะปัจจัยภายนอกมันมีเยอะมาก
เราอาจไม่ได้ชีวิตการทำงานที่มีความสุขที่สุดในวันพรุ่งนี้
คนที่เราไม่ชอบก็อาจจะยังเxี้ยเหมือนเดิมในวันพรุ่งนี้ด้วย 5555+
แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อมทีละนิด
มันอาจทำให้เรามีวันทำงานที่มีความสุขกว่าเมื่อวานได้
แล้ววันหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ พวกนั้นอาจถมกันจนกลายเป็นชีวิตการทำงานที่มีความสุขได้จริงๆ ก็ได้
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ
ถ้าชอบแล้วอยากอ่านงานเขียนผม กรอกเมลเลยครับ ถ้ามีอะไรจะส่งให้ก่อนใคร5555+