ผลงานกระจอกๆ ของคุณ อาจมีคนพร้อมควักเงินจ่ายให้มันแล้วก็ได้
บางทีเงินอาจเข้ามาตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มขายให้คนถูกคน ไม่ใช่ตอนที่เราสร้างของที่สมบูรณ์แบบเสร็จ
ผมเคยเห็นมีมหนึ่งที่เพื่อนคนปั่นๆ ของผมส่งมาให้
มันเป็นมีมที่บางทีพวกโปรแกรมเมอร์ชอบเล่นกัน
ตามรูปเลยครับ
มันเปรียบเทียบผลงานที่เราสร้างออกมาเป็นนก
ถ้านกบินได้ ก็ถือว่ามันทำหน้าที่ของมันได้แล้ว
แต่ที่ปั่นคือ นกในรูปแม่งบินด้วยหัว 55555+
เหมือนเราสร้างเหี้ยอะไรออกมาก็ไม่รู้
บางอย่างยังพังอยู่
บางอย่างก็ทำงานได้แบบงงๆ
บางอย่างคนสร้างเองยังมองเห็นจุดบกพร่องเต็มไปหมด
แต่พอเอาไปให้คนบางกลุ่มใช้
เขากลับชอบ
บางคนถึงขั้นยอมควักเงินจ่ายให้มันด้วยซ้ำ
ทำไมวะ?
มาเข้าใจปัญหานี้กัน
ผมอยากเล่าเรื่องน้ำส้มสายชูให้ฟัง
ย้อนกลับไปในยุโรปสมัยก่อน โดยเฉพาะฝรั่งเศสในช่วงที่การคุมกำเนิดยังมีข้อจำกัดมากกว่าปัจจุบัน
มีบันทึกว่าผู้หญิงบางกลุ่มพยายามใช้สิ่งของใกล้ตัว รวมถึงน้ำส้มสายชู เป็นส่วนหนึ่งของวิธีคุมกำเนิด
ลองคิดดูนะ
น้ำส้มสายชูเนี่ยนะ?
ของที่เราเอาไว้ใช้กับอาหาร หรือทำความสะอาดบ้านในทุกวันนี้
กลับเคยถูกนำไปใช้กับปัญหาที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย
ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่า น้ำส้มสายชูไม่ใช่วิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยหรือเชื่อถือได้ และการนำไปใช้กับอวัยวะเพศอาจทำให้เกิดอันตรายได้
ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าคนสมัยก่อนค้นพบ Product สุดยอดอะไรนะ 5555+
แต่เรื่องนี้ทำให้ผมสงสัยอย่างหนึ่ง
ทำไมคนถึงพยายามเอาของที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหานี้ ไปใช้แก้ปัญหานี้?
ถ้ามองจากฝั่งคนผลิตน้ำส้มสายชู
คุณอาจสนใจว่ามันเปรี้ยวแค่ไหน
หมักยังไง
คุณภาพดีหรือเปล่า
เก็บได้นานเท่าไหร่
แต่สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุมว่าจะมีลูกเมื่อไหร่
เขาอาจไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเป็นอันดับแรกเลย
เขากำลังเจออีกปัญหาหนึ่งอยู่
และพยายามหาทางออกด้วยสิ่งที่ตัวเองเข้าถึงได้
สิ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้ไม่ใช่ว่า ถ้ามีคนต้องการแล้วสินค้าอะไรก็ขายได้
เพราะความต้องการมีอยู่จริง ไม่ได้แปลว่าวิธีแก้จะได้ผลจริงเสมอไป
แต่ผมเริ่มเห็นว่า
คนสร้างกับคนใช้ อาจกำลังประเมินของชิ้นเดียวกันด้วยคนละคำถาม
คนสร้างถามว่า
“ของที่กูทำออกมาดีพอหรือยัง?”
แต่คนใช้อาจกำลังถามว่า
“แล้วมันช่วยให้กูทำสิ่งที่อยากทำได้ไหม?”
บางครั้งเราใช้เวลามากมายกับการแก้ข้อบกพร่องที่คนใช้แทบไม่ได้สนใจ
ในขณะที่ปัญหาที่เขาอยากแก้จริงๆ อาจเป็นเรื่องที่เราไม่เคยนึกถึงด้วยซ้ำ
และผมคิดว่าตรงนี้แหละที่มันกลับไปหานกบินด้วยหัวตัวนั้น
นกที่เรามองว่าแม่งประหลาด
อาจเป็นนกที่คนอีกกลุ่มกำลังต้องการอยู่ก็ได้
แต่ต้องบินได้จริงนะ ไม่ใช่แค่เจ้าของนกบอกว่ามันบินได้ 5555+
จากความเข้าใจนี้
สมัยผมเริ่มทำระบบ LINE Messaging API ใหม่ๆ
ผมนั่งถาม GPT-3 รัวๆ
ได้โค้ดผิดๆ ถูกๆ
ไม่รู้จัก Git
ไม่รู้จัก Version Control
ผมทำได้แค่ก๊อปโค้ดไปเก็บไว้ใน Google Docs เป็น Backup
เผื่อวันไหนแก้อะไรพัง จะได้ก๊อปของเก่ากลับมา 55555+
แล้วถ้าพังขึ้นมาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันพังเพราะอะไร
GPT ตอนนั้นก็ตอบมั่วบ่อยมาก
Troubleshoot ไม่ตรงบ้าง
บอกให้แก้แบบเดิมๆ ทั้งๆ ที่ลองไปแล้ว
บางทีแก้ตรงนี้ได้ อีกตรงก็พัง
สำหรับงานที่ผมกำลังทำตอนนั้น AI ยังช่วยผมแก้ปัญหาได้ไม่ดีพอ
แต่ถ้าผมรอจน AI เก่งพอที่จะเขียนทุกอย่างให้ถูกต้อง
ผมก็คงไม่ได้เริ่มทำอะไรสักที
สุดท้ายผมก็ได้ระบบที่มีคนใช้งานจริงออกมา
มันอาจไม่ได้สวยงามในสายตาโปรแกรมเมอร์
และถ้ามองย้อนกลับไป ผมก็เห็นหลายอย่างที่ตอนนั้นตัวเองทำได้กังมาก 5555+
แต่สิ่งที่ผมเริ่มเข้าใจคือ
ลูกค้าไม่ได้กำลังซื้อความสวยงามของโค้ดที่อยู่ข้างหลัง
เขาอยากเช็กสินค้า
อยากรู้ราคา
อยากได้ข้อมูลไปตอบลูกค้าของเขาต่อ
ถ้าระบบช่วยให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นได้จริง
มันก็เริ่มมีคุณค่ากับเขาแล้ว
แน่นอนว่าไม่ได้แปลว่าโค้ดข้างหลังจะเละแค่ไหนก็ได้
ถ้าระบบบอกราคาผิด ข้อมูลผิด หรือพังจนลูกค้าเสียงาน
ต่อให้มีคนยอมจ่าย มันก็ไม่ได้แปลว่าเราควรปล่อยให้เขาใช้ต่อแบบนั้น
แต่ผมคิดว่าเราควรแยกให้ออกระหว่าง
ของที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ
กับ
ของที่ยังแก้ปัญหาให้คนใช้ไม่ได้จริง
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
บางทีเราไม่จำเป็นต้องเก่งเลยถึงจะเริ่มสร้างคุณค่าให้ใครสักคนได้
และบางทีการสร้างของให้สมบูรณ์แบบก่อนขาย
อาจทำให้เราเสียเวลาไปกับการตอบคำถามที่ลูกค้าไม่เคยถามก็ได้
นกที่บินด้วยหัวก็อาจมีราคาในสายตาใครบางคน
แค่ต้องแน่ใจก่อนว่า
มันบินได้จริง ไม่ใช่พาคนซื้อไปโหม่งพื้นด้วย 55555+
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ
ถ้าชอบแล้วอยากอ่านงานเขียนผม กรอกเมลเลยครับ ถ้ามีอะไรจะส่งให้ก่อนใคร5555+