ทำไมบางทีเราเปลี่ยนที่ เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสังคม แล้วสุดท้ายก็ยังวนกลับมาอยู่ที่เดิม?
วันนี้นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบมาพ่นเรื่อง Spiral Dynamics ให้ฟัง
จริงๆผมอยากจะบอกมันว่าที่ผมสนใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าใครอยู่สีอะไร
หรือใครอยู่ “ระดับสูงกว่า” ใคร
แต่เป็นคำถามว่า
มันเกิดอะไรขึ้น คนคนหนึ่งถึงเปลี่ยนวิธีที่ตัวเองมองโลกและแก้ปัญหาเดิมๆ ได้จริงๆ
ผมสังเกตว่าหลายครั้ง เราเริ่มอยากเปลี่ยนตอนที่รู้สึกว่าชีวิตนี้มัน “ไม่พอ” หรือไม่ก็รู้สึกแย่มากๆจากเหตุการณ์บางอย่าง
วิธีเดิมแก้ปัญหาไม่ได้
สิ่งที่เคยเชื่อเริ่มมีรูรั่ว
หรือชีวิตให้ผลลัพธ์บางอย่างที่ไม่ตรงกับที่เราคิดไว้
แล้วเราก็เริ่มออกไปหาอะไรใหม่ๆ
อ่านหนังสือ
ไปสัมมนา
เปลี่ยนงาน
ย้ายที่อยู่
เจอคนใหม่
ไปเที่ยว
ลองทำสิ่งที่ปกติไม่เคยทำ
บางครั้งก็แค่เจอเหตุการณ์อะไรสักอย่างจนต้องถามตัวเองว่า
“หรือที่กูคิดมาตลอดมันไม่ได้จริงทั้งหมดวะ?”
เมื่อก่อนผมมองตรงนี้ง่ายๆ ว่า
นี่แหละคือจุดที่คนเริ่ม “ข้ามไปอีกระดับ”
แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่ามันน่าจะมีอะไรต่อจากนั้นอีก
เพราะ การเริ่มสงสัยของเดิม ไม่ได้แปลว่าเราจะเปลี่ยนจากของเดิมได้ทันที
เราอาจออกไปเห็นโลกใหม่จริง
แต่พอกลับมาอยู่ที่เดิม
เจอคนเดิม
เจอสถานการณ์เดิม
หลายครั้งเราก็กลับไปตอบสนองแบบเดิมได้เหมือนกัน
ตรงนี้มีงานเรื่องนิสัยที่ผมว่าเข้ากับสิ่งที่ผมสงสัยพอดี
Wood และ Rünger (2016) อธิบายว่า Habit เกิดจากการทำพฤติกรรมเดิมซ้ำๆ ในบริบทเดิม จนเมื่อเราเจอสถานการณ์หรือสิ่งกระตุ้นคล้ายเดิม พฤติกรรมนั้นสามารถกลับมาทำงานได้ค่อนข้างอัตโนมัติ
ผมชอบความคิดนี้ตรงที่ว่า
บางทีเราไม่ได้กลับไปทำแบบเดิมเพราะ “เราไม่อยากเปลี่ยน” เสมอไป
แต่โลกเดิมของเรากำลังเรียกคำตอบเดิมออกมาด้วย
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงคนที่ย้ายงานเพราะรู้สึกว่าที่เก่ามีปัญหา
พอไปที่ใหม่
ช่วงแรกอาจรู้สึกว่าทุกอย่างดีขึ้น
แต่ผ่านไปสักพัก
อาจเริ่มเจอ conflict คล้ายเดิม
รู้สึกแบบเดิม
หรือใช้วิธีจัดการปัญหาแบบเดิมอีก
คือผมไม่ได้หมายความว่าปัญหาอยู่ที่คนคนนั้นนะบริษัทใหม่อาจห่วยจริงก็ได้ 5555+
คำถามที่ผมสนใจคือ
เวลาเราเปลี่ยน Environment
เราเปลี่ยนแค่สิ่งที่อยู่รอบตัว
หรือเราเปลี่ยนวิธีที่เราใช้มองและตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นด้วย?
ของผมเองมีเรื่องหนึ่งที่บังเอิญกลายเป็นเครื่องมือในการทำเรื่องนี้
และนั่นคือการเขียน
สมัยมัธยมต้นเวลาผมทะเลาะหรือมีอะไรอยู่เต็มหัว
ผมไม่อยากไปเล่าให้ใครฟัง
แต่ด้วยความที่อยากทำอะไรซักอย่างกับความรู้สึกตัวเอง
ผมเลยเขียนมันลงกระดาษดู
ไม่ได้มี Framework อะไรนะ
แค่พยายามเขียนว่า
เกิดอะไรขึ้น
ผมรู้สึกอะไร
ผมคิดว่าอีกฝ่ายทำอะไร
แล้วผมกำลังโกรธอะไรกันแน่
ปัญหาอาจไม่ได้หายไป
แต่อย่างน้อยพอสิ่งที่อยู่ในหัวกลายเป็นประโยค
ผมเริ่มเห็นมันอีกแบบหนึ่ง
บางครั้งเขียนไปแล้วถึงรู้ว่า
สิ่งที่ผมโกรธกับสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองโกรธมันคนละเรื่องกันก็มี
อันนี้ทำให้ผมเริ่มมองคำว่า
“ออกไปหาประสบการณ์ใหม่”
ต่างออกไปเหมือนกัน
เพราะแค่ประสบการณ์ใหม่อาจยังไม่พอ
เราอาจไปสัมมนาแล้วกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม
อ่านหนังสือจบแล้วรู้สึกว่าโคตรดี
สามวันต่อมาก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร
ไปเที่ยวแล้วได้เห็นวัฒนธรรมใหม่
แต่สิ่งนั้นไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนการตัดสินใจอะไรในชีวิตเราเลยก็ได้
ตรงนี้มีงานของ Thomas Morris (2020) ที่ทบทวนเรื่อง Experiential Learning แล้วเสนอว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่ได้จบแค่ “เราไปเจออะไรมา” แต่ยังมีส่วนของการกลับมาทบทวน สร้างความเข้าใจจากสิ่งที่เจอ แล้วเอามันกลับไปทดลองใช้จริงอีกที
ตรงนี้ทำให้ผมอ๋อมาก
เพราะ Sequence มันเริ่มดูคล้ายสิ่งที่ผมทำกับหลายเรื่องโดยไม่รู้ตัว
ไปเจออะไรบางอย่าง
→ เอ้ะ
→ กลับมาคิดว่ามันขัดกับสิ่งที่เราเคยเชื่อตรงไหน
→ ตั้งข้อสงสัยใหม่
→ ลองทำอะไรต่างออกไป
→ ดูว่าโลกจริงตอบกลับมายังไง
แล้วค่อยวนใหม่
ถ้ามองแบบนี้
สิ่งใหม่ไม่ได้เปลี่ยนเราทันทีเพียงเพราะเราไปพบมัน
มันอาจแค่ให้ วัตถุดิบใหม่ กับเรา
เรายังต้องย่อยวัตถุดิบนั้นเองอยู่ดี
ผมเลยเริ่มสนใจ Spiral Dynamics น้อยลงในมุมว่า
“ตอนนี้กูอยู่ Level ไหน?”
แล้วสนใจคำถามประมาณว่า
ตอนนี้มีวิธีคิดอะไรที่ผมยังใช้ เพราะมันเคยเวิร์ก
แต่ปัญหาตรงหน้ามันเปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่า?
มีอะไรที่ผมกำลังพยายามแก้แรงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งๆ ที่จริงๆ อาจต้องใช้วิธีคิดคนละแบบ?
แล้วผมต้องไปเจออะไร
คุยกับใคร
อ่านอะไร
หรือทดลองอะไร
เพื่อให้ตัวเองมีวัตถุดิบที่ต่างจากของเดิมบ้าง?
ตอนนี้ถ้าผมเจอเรื่องที่รู้สึกว่า
“ทำไมแม่งกลับมาอีกแล้ววะ”
ผมเลยอยากลองถามตัวเองประมาณนี้
เกิดอะไรขึ้นจริงๆ?
สิ่งนี้ขัดกับอะไรที่ผมเคยเชื่อ?
แล้วรอบหน้าผมจะทดลองทำอะไรต่างออกไปนิดหนึ่งได้บ้าง?
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำแบบนี้แล้วจะข้ามไป Level ไหน 5555+
แต่สำหรับผม
อย่างน้อยมันทำให้ประสบการณ์ใหม่ไม่จบแค่เป็นเรื่องที่เรา “เคยไปเจอมา”
มันจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกเอากลับมาใช้
และค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่เรามองและตอบสนองต่อโลกจริง
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ