Consult อาจเป็นงานที่วัดกันว่า เรายอมรับว่าตัวเองยังโง่เรื่องอะไรอยู่
เพื่อจะแยกว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่เราให้คำแนะนำได้จริงๆ
มีเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่ายากพอสมควรเลย ตอนไปลองทำ Consult ดู
และนั่นคือ
การยอมรับว่าตัวเองไม่รู้
หรือยังโง่เรื่องอะไรอยู่บ้าง
โดยไม่สูญเสียความมั่นใจจากการที่เราไม่รู้
เพราะจริงๆ แล้ว การไม่รู้เองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้าใจและแก้ปัญหา
ใครหลายคนอาจรู้สึกว่าอาชีพให้คำปรึกษา
คืออาชีพของคนที่มีคำตอบที่แน่นอนให้กับความกังวลใจของเรา
ดังนั้น เราเลยคาดหวังให้เขามีคำตอบแทบทุกเรื่อง
แต่ลองคิดอีกมุมหนึ่ง
แค่เพราะใครสักคนเคยแก้ปัญหามาหลายอย่างให้ตัวเอง
ไม่ได้แปลว่าเขาจะแก้ปัญหาให้คนอื่นได้ทันที
เพราะตอนที่เขาเข้าไปในธุรกิจของคนอื่น
เขาอาจเจอปัญหาใหม่
บริบทใหม่
คนใหม่
หรือข้อจำกัดที่ตัวเองไม่เคยเห็นมาก่อนก็ได้
และอันนี้ผมกำลังพูดถึงกรณีที่เขาเคยแก้ปัญหาจริงๆ ด้วยนะ
ลองนึกอีกแบบ
จริงๆ แล้วแค่คนที่ดูมีความมั่นใจ
ดูมีตรรกะ
มีความรู้
พูดเก่ง
และขี้จับผิดหน่อย
ก็ดูเหมือน Consult ได้แล้ว
ต่อให้เขาไม่เคยแก้ปัญหาอะไรแบบนั้นมาจริงๆ เลยก็ตาม
ตรงนี้แหละที่ผมว่าอันตราย
เพราะบางทีความมั่นใจของเรา
อาจวิ่งเร็วกว่าความเข้าใจที่เรามีจริงๆ
ถึงผมจะเพิ่งไปลองมาแค่งานเดียว
แต่ผมรู้เลยว่านี่เป็นงานที่ฝึกสติและความเข้าใจตัวเองอยู่พอสมควร
เพราะระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังเล่าปัญหาให้เราฟัง
เราต้องคอยแยกอยู่เรื่อยๆ ว่า
อะไรคือสิ่งที่เรารู้จริงๆ
อะไรคือสิ่งที่เรากำลังเดา
อะไรคือสิ่งที่เราเคยเจอมาก่อน แต่ยังไม่รู้ว่ามันใช้กับที่นี่ได้ไหม
และ
อะไรคือสิ่งที่เราไม่รู้เลย
บางทีคำตอบที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น
อาจไม่ใช่การรีบแนะนำอะไรออกไป
แต่อาจเป็นการพูดง่ายๆ ว่า
“ตรงนี้ผมยังไม่รู้ ขอผมเข้าใจก่อน”
ผมว่าความยากไม่ได้อยู่ที่ทำยังไงให้เราดูเหมือนรู้ทุกเรื่อง
แต่อยู่ที่
เราจะยอมรับสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้ได้ไหม
โดยที่ยังมั่นใจพอจะอยู่กับปัญหานั้นต่อ
เพราะการไม่รู้ไม่ได้ทำให้กระบวนการแก้ปัญหาหยุด
บางครั้ง
การรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้อะไร
อาจเป็นจุดที่ทำให้เราเริ่มถามคำถามถูกก็ได้
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ
ถ้าชอบแล้วอยากอ่านงานเขียนผม กรอกเมลเลยครับ ถ้ามีอะไรจะส่งให้ก่อนใคร5555+